ค้นหา เว็ปทั่วไทย ในเว็ปมงคลทิพย์ [ ]    โดย    google
 
พระพุทธศาสนาใน
ประเทศไทย
วัดในประเทศไทย
พระพุทธรูปสำคัญของไทย
พระพุทธรูปประจำวัน
พระพุทธรูปประจำเดือน
พระพุทธรูปประจำปี
พระพุทธรูปปางต่างๆ
วันสำคัญทางศาสนา
พจนานุกรมพุทธศาสน์
พระเกจิ สายพระบ้าน
พระเกจิ สายพระป่า
ธมฺมวิตกฺโก ภิกฺขุ
พระยานรรัตนราชมานิต (ตรึก จินตยานนท์)

ประวัติ

            พระคุณเจ้า ธมฺวิตกฺโก หรือหลวงพ่อนรรัตน์ ฯ นั้น ในความรู้สึกของภิกษุสามเณรรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ในวัดนี้หรือวัดไหนก็ตาม ตลอดทั้งบุคคลภายนอกทั่งไปที่มีความสนใจในตัวท่าน ต่างก็มั่นใจและเลื่อมใสในคุณธรรมและความเป็นอยู่ของตัวท่าน บางคนก็พูดกันไปในลักษณะว่าท่านเป็นอริยะ คือผู้ประเสริฐด้วยการประพฤติบัติ เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ดำเนินไปตรงจุดที่พระพุทะองค์ทรงสอนไว้ทุกประการ ในด้านส่วนตัว ท่านเป็นผู้ที่รักสันโดษ ยินดีในที่สงบสงัด ไม่รับรู้ในอิฏฐารมณ์ หรืออนิฏฐารมณ์ใด ๆ คือโลกธรรมไม่ครอบงำท่านได้ มีความประพฤติสม่ำเสมอ บำเพ็ญกิจวัตรเป็นประจำไม่ทำให้ขาดตกบกพร่อง เช่นการลงโบสถ์สวดมนต์ทำวัตรเป็นต้น ท่านถือเป็นกิจวัตรที่สำคัญ เวลาท่านสวดมนต์มีเสียงนำ ท่านจำแม่น จำได้มาก เป็นหลักประกันของภิกษุสามเณรได้ว่า ถึงเวลา ๒ โมงเช้าก็ดี ถึงเวลา ๕ โมงเย็นก็ดี จะต้องได้พบ ได้เห็นท่านเจ้าคุณนรรัตน์ ฯ อย่างแน่นอน

            ที่เรียกท่านว่า ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ ฯ นั้น มีบางคนยังเข้าใจผิด คิดว่าท่านได้รับแต่งตั้งเป็นชั้นเจ้าคุณทางพระสงฆ์ (อย่างที่เห็น เดี๋ยวองค์นั้นได้เป็นพระครู เดี๋ยวองค์นี้ได้เป็นเจ้าคุณ เป็นต้น) ความจริงท่านไม่ได้รับตำแหน่งใด ๆ จากทางคณะสงฆ์เลย และถึงจะได้ ท่านก็ไม่รับ เพราะท่านว่า “พอแล้ว” ท่านได้รับมามากแล้ว คือท่านได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นถึง พระยานรรัตนราชมานิต ใกล้ชิดเจ้าเหนือหัว ฯ เมื่อท่านได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นที่ พระยานรรัตนราชมานิต นั้น อายุท่านยังไม่เต็ม ๒๕ เลย และท่านเคยเล่าให้อาตมภาพฟังว่า “ในหลวงรับสั่งว่า ข้าจะให้เจ้าเป็นถึง เจ้าพระยาด้วยซ้ำไป แต่เจ้าอายุไม่ถึง ๓๐ “ ฯ เพราะฉะนั้น ที่ส่วนมากเรียกท่านว่า ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ ฯ นั้น ก็คือเอายศชั้นพระยาของท่านซึ่งได้รับพระราชทานไว้เมื่อก่อนท่านบวช มาใช้เรียกว่า ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ ฯ (ท่านบวชเมื่ออายุย่าง ๒๙ ปี)

            ท่านชอบศึกษาทางจิต อบรมฝึกฝนทางกระแสจิตมามาก จึงมีจิตใจเข้มแข็งและอดทนเป็นยอด ฯ แม้ท่านจะได้รับทุกขเวทนามากมายเพียงใดท่านก็มิได้แสดงอาการอะไรให้ผิดแปลกไปจากธรรมดา คงรักษาปกติกิริยาไว้ได้อย่างอัศจรรย์ จนกระทั่งถึงวาระสุดท้าย ซึ่งทุกคนที่รู้ที่เห็น และได้ทราบ ท่านก็จะต้องคิดเห็นว่า ท่านนี้ไม่เหมือนใคร และใครก็ไม่เหมือนท่าน ในด้านความอดทนนับว่าเป็นยอด ท่านใช้พลังจิตของท่านเข้าต่อสู้กับศัตรูคือโรคภัยไข้เจ็บที่มาเบียดเบียนท่าน ให้หายไปได้โดยมิต้องใช้ยารักษา อาตมภาพเคยเรียนถามท่านว่า ได้ทราบว่า ท่านเคยเป็นโรคมะเร็งกรามช้าง แล้วทำอย่างไรจึงหายได้ ท่านได้กรุณาเล่าให้ฟังว่า เคยเป็นโรคมะเร็งกรามช้างจริง เป็นทั้งสองข้าง กินแก้มทะลุเน่าเฟะ ฟันร่วง เวลาฉันน้ำ ๆ จะไหลออกทางแก้ม ได้เรียนถามท่านว่า เป็นอยู่นานเท่าไร และได้หยุดลงโบสถ์หรือเปล่า ท่านว่าเป็นอยู่ประมาณเกือบ ๒ เดือน (เป็นก่อน พ.ศ. ๘๐) และระหว่างที่เป็นอยู่ก็มิได้หยุดลงโบสถ์ คงลงโบสถ์ทำวัตรเป็นประจำ จนเจ้าพระคุณสมเด็จพระอุปัชฌาย์ท่านว่า “นี่ คุณ ๆ อย่าทรมานสังขารให้มากนักเลย ให้หมอเขาดูเสียบ้างเถอะ” แต่ท่านก็มิได้ให้หมอที่ไหนดูแลรักษา คงใช้รักษาโรคด้วยพลังจิตของท่าน จนโรคร้ายหายสนิทได้อย่างอัศจรรย์ ฯ

            ท่านเป็นอยู่อย่างปกติ และเป็นอยู่อย่างธรรมชาติจริง ๆ จะมีใครบ้างไหมที่มีความเป็นอยู่เหมือนท่าน เช่น บนกุฏิของท่านไม่มีแสงสว่างใช้เลย ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีตะเกียง ไม่มีแม้กระทั่งแสงเทียน ท่านอยู่อย่างธรรมชาติจริง ๆ ท่านว่า แสงสว่างของโลกเขาส่องมาให้แล้ว ตั้งแต่ ๖ โมงเช้า ถึง ๖ โมงเย็น ก็มีแสงพระอาทิตย์ ถ้าจะต้องการอ่านหนังสือก็อ่านเสียในตอนนี้ ไม่จำเป็นจะต้องมาจุดไฟอ่านในเวลากลางคืน ตอนกลางคืนท่านอยู่มืด ๆ นั่งเข้าที่เจริญสมาธิภาวนาตามอัธยาศัย ฯ

            อนึ่ง ภายในกุฏิ ก. ๕ ที่ท่านอยู่อาศัยมาตั้งแต่ต้น ก็มีสิ่งของประดับประดาไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือนท่าน คือสิ่งประดับกุฏิของท่านมีหัวกะโหลก โครงกระดูก และอีกสิ่งที่ท่านชอบและใช้อยู่เสมอก็คือหีบศพ ซึ่งท่านได้สั่งญาติของท่านต่อเตรียมไว้สำหรับท่าน และตั้งอยู่ในกุฏินั้น ท่านเคยลงไปนอนในหีบศพนั้นเป็นบางโอกาส ท่านเคยเล่าว่า เมื่อตอนสงครามโลกครั้งที่ ๒ ประมาณ พ.ศ. ๒๔๘๕ – ๒๔๘๘ เวลามีเรือบินมาโจมตีพระนคร เปิดหวอหลบภัย ท่านจะลงไปนอนในหีบศพนั้นทุกครั้ง ท่านว่า ถ้าลูกระเบิดตกลงมาตรงนี้ก็ดีทีเดียว ไม่ต้องให้ใครมายกลงหีบ เพราะท่านนอนอยู่ในหีบแล้ว ฯ

            เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๔๙๕ อุบาสิกาปรึกษ์ นาคสารน์ เป็นชีอยู่สำนักสงบจิต วัดปทุมวนาราม ได้มาปรารภกับอาตมภาพว่า อยากจะได้รูปโครงกระดูกไว้พิจารณากรรมฐานบ้าง อาตมภาพก็ไปเรียนขออนุญาตท่านเจ้าคุณนรรัตน์ ฯ ขออนุญาตถ่ายรูปโครงกระดูกของท่าน ซึ่งท่านก็อนุญาตให้ถ่ายได้ตามประสงค์ ท่านได้เปิดประตูให้เข้าไปยกเอาโครงกระดูกนั้นออกมาตั้งอยู่ที่หน้าประตู เอาผ้าดำบังด้านหลัง ตั้งกล้องถ่ายรูปถ่ายภาพที่ประสงค์ ครั้นถ่ายเสร็จแล้ว ท่านได้กรุณาช่วยจับ ช่วยยกเอาเข้าไปตั้งไว้ตามเดิมด้วยความเมตตาอย่างยิ่ง

            ท่านเป็นพระที่มีผู้เลื่อมใสศรัทธามาก ยิ่งมาในระยะหลัง ก่อนที่ท่านจะสิ้นไม่กี่เดือน ศรัทธาปสาทะของคนภายนอกยิ่งหนักขึ้น จะเห็นได้ว่า ตอนเย็น ๆ มักจะมีคนมาหาท่าน มาเยี่ยมท่าน มาขอพร มาขอน้ำมนต์ท่าน อย่างผิดปกติ

            แม้สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ก็ทรงมีพระราชศรัทธาปสาทะในพระคุณท่าน ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเยี่ยมท่านเป็นการส่วนพระองค์ถึง ๒ ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๑๓ เวลาประมาณ ๑๘ นาฬิกา สมเด็จ ฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาที่พระอุโบสถ ได้เสด็จประทับและตรัสถามข้อธรรมบางประการกับพระเดชพระคุณท่านเจ้าอาวาส และท่านเจ้าคุณนรรัตน์ ฯ เป็นเวลานานประมาณชั่วโมงเศษ จึงได้เสด็จพระราชดำเนินกลับ ฯ ครั้งที่ ๒ วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๑๓ สมเด็จ ฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาพร้อมด้วยสมเด็จเจ้าฟ้าชาย ฯ ได้ตรัสถามถึงเรื่องต่าง ๆ และข้อธรรมที่ทรงสนพระทัยกับท่านเจ้าคุณนรรัตน์ ฯ พอสมควรแก่เวลาแล้ว จึงได้เสด็จพระราชดำเนินกลับ นับว่าสมเด็จ ฯ ทรงมีพระราชศรัทธาเลื่อมใสและทรงสนพระทัยในข้อวัตรปฏิบัติของท่านเจ้าคุณนรรัตน์ ฯ เป็นกรณีพิเศษ

            แม้เมื่อท่านเจ้าคุณนรรัตน์ ฯ ได้ถึงมรณภาพดับขันธ์ล่วงไปแล้ว เมื่อวันศุกร์ที่ ๘ มกราคม ๒๕๑๔ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ก็ได้ทรงมีพระเมตตากรุณา เสด็จพระราชดำเนินมาทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายท่านเจ้าคุณนรรัตน์ ฯ อีก ๒ ครั้ง ครั้งแรก ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ๒ วัน คือวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๑๔ เวลาประมาณ ๑๖ นาฬิกา สมเด็จ ฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธี มีพระสงฆ์ ๑๐ รูป สวดพระพุทธมนต์ จบแล้ว พระราชาคณะ ถวายพระธรรมเทศนา ๑ กัณฑ์ ครั้นจบแล้ว เสด็จพระราชดำเนินกลับ วันรุ่งขึ้น ๓ มีนาคม สมเด็จ ฯ มิได้เสด็จพระราชดำเนินมา ทรงให้ผู้แทนพระองค์มาทรงประกอบพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล มีถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ที่ได้รับอาราธนาสวดพระพุทธมนต์ไว้ในวันก่อน

            อนึ่งในวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๑๔ สมเด็จ ฯ ก็ได้ทรงมีพระราชศรัทธาปสาทะ เสด็จพระราชดำเนินมาพร้อมด้วยสมเด็จเจ้าฟ้าชาย ฯ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นการส่วนพระองค์ ทรงประกอบพิธีวันเดียว คืออาราธนาพระสงฆ์เท่าจำนวน ๑๐ รูป สวดพระพุทธมนต์ จบแล้ว รับพระราชทานฉันภัตตาหารเพล ทรงประเคนไทยธรรม เสร็จแล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ ฯ และตระกูล จินตยานนท์ เป็นล้นพ้น

            ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ ฯ ท่านได้รับอาราธนาให้เป็นพระอาจารย์เข้าทำพิธีปลุกเสกเครื่องรางของขลังหลายครั้ง ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๗ ทางวัดได้จัดงานบำเพ็ญกุศลฉลองอายุเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ญาณวรเถระ) ในวาระที่เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ มีชนมายุครบ ๗๑ ปี ในงานนี้มีสร้างของเป็นที่ระลึกคือ เหรียญสมเด็จสรงน้ำ เป็นรูปใบเสมารมดำ และพระผงสมเด็จสรงน้ำ บรรจุเส้นเกศาของเจ้าพระคุณสมเด็จด้วย

            เรื่องการสร้างพระผงสมเด็จสรงน้ำนี้ มีพระเดชพระคุณท่านเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน เป็นแม่งานควบคุมการสร้าง ตั้งแต่ผสมผง ตำผง และพิมพ์องค์พระ จำนวนที่สร้างในครั้งนั้น ประมาณว่าบรรจุเต็มบาตรเกือบ ๑๐ บาตร ได้นิมนต์พระเถระผู้ใหญ่มาในพิธีเป็นจำนวนมาก พิธีปลุกเสกเริ่มตอนค่ำไปจนเกือบตลอดรุ่ง มีเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ วัดบวรนิเวศ ฯ เป็นองค์ประธานปลุกเสก ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ ฯ ท่านได้เข้าร่วมพิธีปลุกเสกด้วยเป็นครั้งแรก (พระผงรุ่นนี้ก็เป็นที่นิยมกัน หากันตลอดมาจนถึงเวลานี้) ครั้งที่ ๒ ท่านนั่งปลุกเสกพระผงสมเด็จสรงน้ำรุ่น ๒ (รุ่นเกาหลี) เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๒ สงครามเกาหลีปีแรก สำหรับแจกทหารหาญ ครั้งนี้ท่านได้นั่งบนธรรมาสน์เล็ก ชิดเสาร์โบสถ์ หันหน้าไปทางทิศเหนือ ได้ทำพิธีปลุกเสกองค์เดียวถึง ๔ ทุ่มเศษ จึงเสร็จพิธี

            ครั้งที่ ๓ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๕ เป็นพิธีบริกรรมปลุกเสกครั้งสำคัญ เพราะจัดทำกันตลอดรุ่ง วัตถุมงคลที่สร้างขึ้นในครั้งนั้น มีพระกริ่งใหญ่ – เล็ก ขันน้ำมนต์ และเหรียญสมเด็จ พ.ฆ.อ. รูปไข่ ในครั้งนี้มีพระคณาจารย์มาก นั่งปลุกเสกสับเปลี่ยนกันตลอดรุ่ง แต่ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ ฯ ท่านนั่งชิดประตูหน้าโบสถ์ด้านขวาองค์เดียว ไม่สับเปลี่ยนกับองค์ใดจนตลอดรุ่ง โดยมิได้ลุกขึ้นเลย (ทีรูปถ่าย ๒รูป ที่อาตมภาพถ่ายไว้ในครั้งนั้นให้ดูด้วย) เรื่องนั่งทนยืนทนของท่านเห็นจะไม่มีใครเกิน

            ปฏิปทาอีกข้อหนึ่งของท่าน ที่นำความเชื่อความเลื่อมใสให้เกิดขึ้นแก่สาธุชนทั่วไป ที่ได้รู้ได้เห็น ได้แก่การบำเพ็ญศาสนกิจในวันพิเศษ คือ วันมาฆบูชา วิสาขบูชาและวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีรธาตุ ๓ สมัยกาลนี้ ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ ฯ ท่านจะบำเพ็ญมหากุศลเป็นกรณีพิเศษ คือเมื่อท่านเดินเวียนเทียนรอบพระอุโบสถ เสร็จแล้ว ก็เข้าสู่ภายในพระอุโบสถ เริ่มพิธีสวดมนต์ทำวัตรค่ำ และต่อจากนั้น ท่านจะนั่งฟังเทศน์ฟังสวดบรรยายธรรม ตั้งแต่หัวค่ำไปจนตลอดรุ่งสว่าง ไม่เคยลุกขึ้นจากที่เลย ท่านได้ปฏิบัติเช่นนี้มาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว เวลาที่ท่านนั่งอยู่กับที่นั้น เห็นมียุงมาเกาะแขนท่านเต็มไปหมด อาตมภาพเคยเอาผ้าเช็ดหน้าไปโบกไล่ยุงให้ท่าน ท่านพูดว่า “ไม่ต้องดอก ปล่อยให้เขากินให้อิ่ม วันนี้สละเลือดเนื้อเป็นพุทธบูชา” นับว่าท่านเป็นยอดในการอดทน เสียสละ และยอดกตัญญู

            ท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่งได้กรุณาเล่าให้อาตมภาพฟังว่า เมื่อถึงวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน อันเป็นวันสวรรคตของล้นเกล้า รัชกาลที่ ๖ ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ ฯ ท่านจะงดฉันอาหาร ๑ วัน และนั่งทำสมาธิ เพื่อน้อมจิตอุทิศบุญกุศลถวายล้นเกล้า ฯ เจ้าพระเดชนายพระคุณของท่าน ตั้งแต่หัวค่ำ ไปจนตลอดรุ่ง ท่านทำเป็นประจำทุก ๆ ปี ที่ถึงวาระ และได้สั่งให้ทางญาติของท่านทำทอฟฟี่มาถวายพระวัดเทพ ฯ ด้วยเป็นประจำ นับว่าท่านเป็นยอดกตัญญู หาได้ยาก

            เมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๕๑๓ ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ ฯ มีอายุครบ ๖ รอบแล้ว อาตมภาพได้ขออนุญาตท่านเพื่อจัดสร้างเหรียญที่ระลึกอายุครบ ๖ รอบเป็นรุ่นพิเศษ วัตถุประสงค์เพื่อจะรวบรวมปัจจัยไปสมทบสร้างโบสถ์วัดอุทยาน อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ซึ่งยังกำลังก่อสร้างค้างอยู่ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เมื่อท่านทราบวัตถุประสงค์เช่นนี้แล้ว จึงอนุมัติให้จัดสร้างได้ และท่านยังบอกว่า ท่านก็ไม่เคยสร้างโบสถ์เหมือนกัน

            เหรียญที่ระลึกอายุ ๖ รอบรุ่นพิเศษ ๑ นั้น มีลักษณะเป็นเหรียญรูปไข่ ครึ่งองค์เห็นด้านซ้าย มีใหญ่ มีเล็ก สร้างจากกองกษาปณ์ กรมธนารักษ์ และท่านได้กรุณาปลุกเสกให้เมื่อวันเสาร์ แรม ๕ ค่ำ เดือน ๕ ตรงกับวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๑๓ เหรียญรุ่นนี้มีเรียกกันหลายอย่าง เรียกว่ารุ่นเสาร์ ๕ บ้าง ว่ารุ่น ๖ รอบบ้าง บางคนเรียกเหรียญข้าง เพราะเห็นด้านข้าง

            อันที่จริงวัดอุทยานนี้ก็เคยได้รับอุปการะจากพระคุณท่านมาตั้งแต่ต้นแล้ว คือเริ่มแต่งานวางศิลาฤกษ์สร้างโบสถ์มาแล้ว ในครั้งนั้น พ.ศ. ๒๕๑๑ อาตมภาพได้จัดสร้างพระผงสมเด็จอุทยานขึ้น (แบบสมเด็จวัดระฆัง) มีจำนวน ๕,๐๐๐ องค์ และมีพระแบบอื่นอีกบ้าง รวมกันประมาณหมื่นองค์ เมื่อจัดสร้างขึ้นเรียบร้อย ก็บรรจุหีบห่อ แล้วได้ขนเข้าไปในโบสถ์ วางไว้บนชุกชี แล้ววงสายสิญจน์โดยรอบ ได้มอบกลุ่มสายสิญจน์ถวายท่านเจ้าคุณนรรัตน์ ฯ เรียนความประสงค์ให้ท่านทราบ ท่านได้กรุณาทำพิธีปลุกเสกให้ตลอด ๗ วัน ๗ คืน นับว่าพระคุณท่านได้ให้ความเมตตาเป็นอย่างสูง

            ครั้นต่อมา วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๑๓ อาตมภาพได้ไปเรียนขออนุญาตท่าน เพื่อจัดสร้างเหรียญที่ระลึกอายุ ๖ รอบรุ่นพิเศษ ๒ ของท่านอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกันนั้นได้ขอประทานเส้นเกศาของท่านไว้ เพื่อจะได้จัดสร้างต่อจากเหรียญรุ่นพิเศษ ๒ นี้ เมื่อพระคุณท่านทราบจุดมุ่งหมายแล้ว ก็อนุญาตให้สร้างได้ และในวันรุ่งขึ้น ๑๐ กรกฎาคม ๑๓ ก็ได้กรุณานำเส้นเกศาของท่านมามอบให้อาตมภาพในพระอุโบสถ ต่อหน้าพระภิกษุสามเณรได้รู้ได้เห็นกันหลายองค์ นับว่าพระคุณท่านได้ให้ความเมตตากรุณาเป็นอย่างสูง ครั้นต่อมาในเดือนธันวาคม พระคุณท่านได้บอกให้ทราบว่าจะทำพิธีปลุกเสกให้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว กำหนดไว้ว่า วันเสาร์ที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๑๓ วันเสาร์เป็นวันตัวของท่าน และเป็นวันเฉลิมพระชนม์พรรษาด้วย ท่านบอกว่าวันนี้เป็นวันดี ที่ในพระราชวัง พระสงฆ์เถระทั้งหลายก็ได้เจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรพระเจ้าอยู่หัว ทางนี้ก็ทำพิธีพุทธาภิเษก ปลุกเสกของที่ระลึก ท่านได้ทำให้คราวนี้นับว่าเป็นครั้งสุดท้ายจริง ๆ และร่วมกันหลายฝ่าย ทุก ๆฝ่ายก็ได้จัดสร้างของที่ระลึกในแบบต่าง ๆกัน ของอาตมภาพนั้น ได้จัดสร้างเหรียญที่ระลึกอายุครบรอบ รุ่นพิเศษ ๒ เป็นเหรียญกลม เหมือนเหรียญบาทเหรียญสลึง และได้สร้างเหรียญขนาดใหญ่พิเศษ เรียกว่าเหรียญโภคทรัพย์เอาไว้ด้วย นอกจากนี้ ก็มีพระบูชา พระแก้ว แหวนตราและผงพิเศษต่าง ๆ เป็นต้น ฝ่ายท่านเจ้าคุณอุดม ทางสุสานหลวงนั้น ก็จัดสร้างเหรียญหลายแบบ มีแบบนั่งสมาธิปรกโพธิ และเหรียญรูปสี่เหลี่ยมเป็นต้น วัตถุประสงค์ เพื่อจะรวบรวมปัจจัยไปสร้างโรงเรียนที่จังหวัดนครนายก ทางฝ่ายโรงพยาบาลพระมงกุฎ ฯ ก็สร้างเหรียญท่านเจ้าคุณนรรัตน์ ฯ มีรูป ร. ๖ อยู่ด้านหลัง ฝ่ายจเรตำรวจ ก็สร้างเหรียญรูปพระนาคปรก เป็นต้น รวมความว่า ทุกฝ่ายต่างได้เตรียมการในงานพิธีปลุกเสกครั้งสุดท้ายนี้ กับทั้งยังมีบุคคลภายนอก ได้นำวัตถุมงคลเข้ามาร่วมในพิธีนี้อีกเป็นอันมาก

            พอถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันเสาร์ที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๑๓ ท่านก็ได้ทำพิธีพุทธาภิเษก ปลุกเสกวัตถุมงคลให้อย่างเต็มที่เป็นครั้งสุดท้าย และก็สุดท้ายจริง ๆ เพราะต่อจากนี้ไปก็ไม่ได้ทำพิธีปลุกเสกใหญ่อันใดอีก

            เกียรติคุณทางพลังจิตของท่านแผ่ไปเป็นที่รู้กันทั่วถึง ทราบว่าทางกรมการรักษาดินแดนจะสร้างเหรียญที่ระลึก ร. ๖ ยังเคยมานิมนต์ท่านให้ไปร่วมพิธีพุทธาภิเษก แต่ท่านมิได้ไปร่วมในพิธี ได้แต่ส่งกระแสจิตไปร่วม วัดอรุณราชวราราม จะทำการปลุกเสกเหรียญที่ระลึก ยังเคยมาติดต่อขอนิมนต์ท่านไปร่วมพิธีพุทธาภิเษกของที่ระลึก ท่านก็มิได้ไปร่วมในพิธี ได้แต่ส่งกระแสจิตไปร่วมพิธี ซึ่งทางวัดอรุณนี้ก็ได้ตั้งอาสนะรับรองท่านไว้เป็นอันดับที่ ๑๙ เรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของท่านนี้ มีกล่าวขวัญกันอยู่ทั่ว ๆ ไป

            อนึ่งเหรียญที่ระลึกรุ่นต่าง ๆ ที่พระคุณท่านได้อนุญาตให้จัดสร้างขึ้น และได้กรุณาปลุกเสกให้เป็นกรณีพิเศษหลายคราวนั้น ผู้ที่ได้รับไปบูชา ก็ได้ประสบผลสำเร็จเห็นประจักษ์แก่ตามาแล้วมากต่อมาก ไม่จำเป็นต้องกล่าวให้ยาวความ ส่วนรูปถ่ายของพระคุณท่าน (คือรูปสมาธิอธิษฐาน ซึ่งอาตมภาพได้ถ่ายท่านไว้ เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ ถ่ายในขณะที่พระคุณท่านเข้านั่งสมาธิอธิษฐานปลุกเสกพระกริ่ง ขันน้ำมนต์ เหรียญสมเด็จ พ.ฆ.อ. รูปไข่ ในครั้งนั้น) อาตมภาพ ได้นำมาอัดขยายทำเป็นรูปอธิษฐาน แล้วได้ถวายให้พระคุณท่านดูด้วย ก่อนจะได้นำเข้าพิธีปลุกเสกพร้อมกับเหรียญที่ระลึกอายุครบ ๖ รอบรุ่นพิเศษของท่าน เมื่อวันเสาร์ ๕ ที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๑๓ นั้น เมื่อพระคุณท่านได้ดูแล้ว ก็พูดขึ้นว่า รูปที่เขาให้เป็นที่ระลึกกันนั้น ต้องเป็นรูปที่ถ่ายชัดเจนสวยงาม แต่นี่โมเดิ้ลอาร์ต เป็นรูปขลัง ท่านพูดดังนี้ ก็สมจริงดังที่พระคุณท่านพูดไว้ทุกประการ เพราะผู้ที่ได้รับไปบูชาทุกคน ต่างก็ได้ประสบผลสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนาเป็นจำนวนมาก โดยนำไปติดร้านค้าบ้าง ติดรถยนต์บ้าง ติดตัวบ้าง ว่าดีทั้งนั้น จากคำบอกเล่าของบุคคลอื่นจะไม่นำมาเล่าในที่นี้ แต่จะขอนำเอาถ้อยคำที่พระคุณเจ้า ธมฺวิตกฺโก ท่านได้เล่าให้อาตมภาพฟัง มากล่าวไว้สัก ๒ เรื่องคือท่านได้เล่าว่า

            วันหนึ่ง ท่านกำลังเดินจะไปลงโบสถ์ทำวัตร มีหญิงคนหนึ่งเดินมาหาท่านแล้วถามท่านว่า กุฏิท่านอาจารย์นร ฯ อยู่ที่ไหนคะ ท่านกล่าวว่า อาจารย์นร ฯ วัดนี้ไม่มีดอก มีแต่พระยานรรัตน์ ฯ มาบวชที่วัดนี้มี หญิงนั้นถามอีกว่า แล้วกุฏิท่านอยู่ที่ไหนเล่าคะ ท่านก็พยักหน้าไปทางกุฏิที่ท่านอยู่ แล้วท่านถามหญิงนั้นว่า มีธุระอะไรจะพบท่านรึ หญิงนั้นก็ตอบว่า แหม รูปของท่านศักดิ์สิทธิ์เหลือเกินค่ะ ท่านก็ถามว่า ศักดิ์สิทธิ์อย่างไร หญิงนั้นก็เล่าว่า ยังงี้ค่ะ คือที่บ้านฉันนะ มีคนคอยแกล้งอยู่เสมอ คือกลางคืนมันเอาอุจจาระมาทาที่ประตูบ้านดิฉัน พอเช้าขึ้นดิฉันก็ต้องคอยไปล้างอุจจาระ ตกกลางคืนมันก็เอามาทาอีก เช้าขึ้นดิฉันก็ต้องไปล้างอีก เป็นอย่างนี้มาหลายวันแล้ว ครั้นพอดิฉันได้รูปของท่านไปบูชา ดิฉันจุดธูปบูชา ขอให้ท่านช่วย แหม รูปของท่านศักดิ์สิทธิ์เหลือเกินค่ะ ตั้งแต่ดิฉันได้รูปของท่านไปบูชาแล้ว ไม่มีใครมาแกล้งดิฉันอีกเลยค่ะ เมื่อหญิงนั้นเล่าจบแล้ว พระคุณท่านก็เดินไปลงโบสถ์ทำกิจวัตรประจำวันต่อไป ครั้นเสร็จธุรกิจจากโบสถ์แล้ว ท่านก็เดินกลับกุฏิของท่าน ปรากฏว่าหญิงนั้นคอยพบท่านอยู่ที่หน้ากุฏินั่นเอง พอท่านเดินไปถึง หญิงนั้นจึงเข้ามากราบท่านแล้วพูดว่า อ้อ ท่านเองแหละ ดิฉันไม่ทราบ แล้วจึงกราบลาจากไป ท่านเล่าให้ฟังด้วยใบหน้ายิ้ม ๆ ด้วยนึกขำ ฯ

            ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งท่านได้เล่าให้ฟังที่หน้ากุฏิของท่าน ในตอนนั้นมียืนพูดและฟังอยู่กับท่าน ๒ – ๓ คน แต่นึกไม่ออกว่าใคร เป็นเวลาเย็นออกจากโบสถ์มาแล้ว ท่านได้เล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งมีผู้ชายคนหนึ่งมาหาท่าน จะนำพวงมาลัยมาคล้องที่ประตูกุฏิท่าน ท่านก็บอกเขาว่า ให้เอาไปบูชาพระที่ในโบสถ์ ประตูดบสถ์ยังเปิดอยู่ รีบไปเถิด ผู้ชายนั้นก็ยังยืนรี ๆ รอ ๆ อยุ่ ท่านจึงพูดขึ้นอีกว่า รีบไปเถอะ ประเดี๋ยวประตูโบสถ์เขาจะปิดแล้ว ผู้ชายนั้นก็พูดขึ้นว่า ผมจะเอามาบุชาหลวงพ่อครับ ท่านก็ถามเขาว่า จะเอามาบุชาทำไม เขาก็บอกว่า เคยได้รูปหลวงพ่อไปติดที่รถ ผมขับรถแท็กซี่ครับ ผมแคล้วคลาดดีเหลือเกินครับ บางคราวถึงไฟแดงผมเบรกไม่ทัน ผมขับผ่านไฟแดงไปเลยครับ หลายหนแล้วครับ ตำรวจยังเฉย ๆ ท่านได้เล่าให้อาตมภาพและที่ยืนอยู่ฟังดังนี้แล้ว จึงหันหน้ามาทางอาตมภาพแล้วพูดว่า นี่แน่ะ เที่ยวเอารูปไปอัดขยายแจกใครต่อใคร ทำให้เขาผิดกฎจราจรกันวุ่นไป ขณะที่ท่านพูด มีใบหน้ายิ้มละมัย อาตมภาพก็สบายใจ เพราะทุกสิ่งที่ทำไปด้วยเจตนาดี ย่อมมีผลในทางที่ดี มีคุณมีประโยชน์แก่ผู้นำไปใช้ไปบูชา จึงกล้าพูดกล้าเขียนออกสู่กันฟัง

            พระคุณท่านได้มองเห็นความสำคัญในการสร้างโบสถ์ สร้างโรงเรียน เป็นต้นว่า เป็นคุณเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและศาสนาอย่างมหาศาล โบสถ์เป็นสถานที่บำเพ็ญบุญกุศล มีสวดมนต์ทำวัตรของภิกษุ สมาเณรและอุบาสกอุบาสิกา โบสถ์เป็นสถานที่บรรพชาอุปสมบทกุลบุตรเห่าพุทธชิโนรส ผู้จะดำรงวงศ์พระสัทธรรมสืบอายุพระพุทธศาสนาให้สถาพรต่อไป โรงเรียนเป็นที่อบรมบ่มนิสัยคน สอนคนให้มีความรู้ความสามารถ และเฉลียวฉลาดในอันที่จะปกครองประเทศชาติให้วัฒนาสถาพร รักษาความเป็นไทยอยู่ตลอดไปชั่วลูกชั่วหลาน เมื่อพระคุณท่านได้มองเห็นความสำคัญดังนี้แล้ว แม้ว่าสังขารร่างกายของท่านจะถูกโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียนเพียงใด ท่านก็ไม่รู้สึกหวั่นไหวไปตามอาการของโรคร้ายที่มาบีฑา กลับมีจิตเมตตากรุณา ทำให้ ปลุกเสกให้ตามความประสงค์ เท่ากับพระคุณท่านได้ฝากความสำคัญที่ท่านได้ประพฤติปฏิบัติมาให้สาธุชนผู้สนใจได้นำไปประพฤติปฏิบัติตาม อันจะเป็นความดีและความสุขความเจริญแก่ตน เพราะต่อจากวาระพิธีการนั้นมาอีกเพียง ๓๔ วัน พระคุณท่านก็ถึงมรณภาพดับขันธ์ สละโลกนี้ไปอย่างที่ไม่มีใครนึกใครฝันว่าจะกะทันหันถึงเช่นนี้ เพราะก่อนหน้านั้น คือวันที่ ๗ มากราคม ๒๕๑๔ ท่านก็ยังทีอาการดีอยู่ แต่ดูเหมือนจะมีลักษณะบวมตามมือตามเท้าบ้างแล้ว ตอน ๒ โมงเช้า ท่านยังไปลงโบสถ์ทำวัตรได้ ตอนเย็น ๕ โมงเย็น ท่านก็ยังลงโบสถ์ทำวัตรเย็นเป็นอย่างธรรมดา ยังพูดจากับสาธุชนที่มาเยี่ยมท่าน ยังหยิบหนังสือแจกให้คนนั้นคนนี้อยู่อย่างปกติธรรมดา แต่อนิจจา รุ่งขึ้นวันที่ ๘ มากราคม ๒๕๑๔ เวลา ๒ โมงเช้า เป็นเวลาลงโบสถ์ทำวัตรตามปกติ เช้าวันนี้ ภิกษุสามเณรทั้งหลายที่มาลงโบสถ์ ต่างก็ไม่เห็นไม่ได้ยินเสียงสวดมนต์ของท่านเจ้าคุณนรรัตน์ ฯ เลย ทุก ๆ องค์ก็คงคิดเอาว่า วันนี้ ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ ฯ คงไม่สบายมาก จึงมิได้ลงโบสถ์ เพราะตามปกติแล้วท่านจะไม่ยอมขาดการลงโบสถ์ทำวัตรเลย และท่านเคยพูดว่า “ถ้าไม่ลงโบสถ์ไหว้พระสวดมนต์ ก็ตายเสียดีกว่า”

            เคยมีอยู่ ๒ – ๓ วัน ที่ท่านไม่ได้ลงโบสถ์ ครั้งนั้นท่านถูกงูกัด เท้าบวมเดินไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นเหลือเกินเพราะเดินไม่ได้ อาตมภาพเคยเห็นท่านเป็นโรครูมาติซั่ม โรคไขข้ออักเสบ หัวเข่าข้างขวาบวมแดง ท่านยังอุตส่าห์ใช้ไม้เท้ายันกาย เดินเขยกมาลงโบสถ์จนได้ ยอดบูชาเหลือเกิน อาตมภาพได้เห็นกับตา ไม่ใช่มีใครมาเล่าให้ฟัง แต่แล้วอีกไม่กี่วัน โรคนั้นของท่านก็หายเป็นปกติ ท่านไม่ได้ฉันยา ไม่ได้ทายาอะไรทั้งสิ้น ท่านว่า มันเป็นขึ้นมาเอง ก็ให้มันหายไปเอง และก็จริงอย่างที่ท่านว่าไว้ หายสนิท ฯ

            ท่านเป็นโรคชนิดหนึ่ง เมื่อประมาณเดือน เมษายน ๒๕๑๓ ท่านเคยบอกว่า เป็นฝีสบาย มันมีอายุ ๕ ปี ถ้าแตกก็จะต้องตาย ตอนนั้นท่านเคยให้อาตมภาพจับดู ก็รู้สึกว่าเป็นไต เป็นก้อนแข็งอยู่นิดหน่อย ขนาดเท่าลูกมะไฟ เคยเรียนถามท่านว่ารู้สึกเจ็บบ้างไหม ท่านว่า ไม่เจ็บ แต่โรคของท่านนี้รุ้สึกเจริญเร็วมาก พอเดือน พฤษภาคม เจริญเจิบโตขึ้นมาเท่าขนาดลูกหมากดิบเขื่อง ๆ เห็นจะได้ โปรดดูรูปถ่ายที่ท่านกำลังเดินเวียนเทียนวันวิสาขะบูชา ดุที่คอด้านซ้ายของท่าน จะเห็นได้ชัดเจน

            พอถึงเดือนตุลาคม ๑๓ ใกล้จะออกพรรษาแล้ว ฝีร้ายนี้ก็แตกออก มีน้ำเลือดน้ำเหลืองไหลซึมอยุ่เสมอ ตอนนั้นท่านเอากระดาษชำระกระดาษม้วยซับน้ำเหลืองไว้ แม้เวลามาลงโบสถ์ทำวัตรเช้าค่ำ ท่านก็มีกระดาษติดมือมาคอยชำระอยู่เสมอ บางครั้งขณะกำลังไหว้พระสวดมนต์ น้ำเลือดน้ำเหลืองนั้นก็หยดลงมาเปรอะสังฆาฏิและจีวรของท่าน ทำให้เป็นรอยเกรอะกรัง แต่อำนาจพลังจิตอันยิ่งใหญ่ สิ่งอันใดเล่าจะมาสู้ เวลาที่ท่านกลับไปกุฏิแล้ว ก็ต้องไปซักจีวรเตรียมไว้ เพื่อการลงโบสถ์ทำวัตรสวดมนต์ในโอกาสต่อไป เพราะท่านใช้จีวรเพียง ๓ ผืนเท่านั้น ปีหนึ่งจึงเปลี่ยนกันใหม่หมดหนหนึ่ง

            เกี่ยวกับเรื่องไตรจีวรนี้ เคยมีผู้นำมาถวายท่านตามนามบัตร คือ พ.อ. จิตต์ ธนะโชติ นำมาถวายท่านที่กุฏิ วันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๑๓ ท่านเรียกให้อาตมาภาพไปรับมอบไว้ที่กุกิของท่าน ต่อมา พ.ต.อ. จำชื่อไม่ได้ นำมาถวายท่านอีกไตรหนึ่ง ในโบสถ์ ท่านก็มอบให้อาตมภาพไว้ แล้วพูดว่า เอาไปเถอะ จะไปทอดผ้าป่าไม่ใช่รึ เอาไปทำบุญอะไรก็ได้ แล้วแต่จะเห็นสมควร แต่อาตมภาพคิดเห็นว่า ผ้าไตร ๒ ไตรนี้ เป็นของที่ท่านได้มอบให้กับมือท่าน จัดว่าเป็นสิริมงคล จึงเก็บรักษาไว้ และในที่สุด ก็อธิษฐานจิตขออนุญาตทำเป็นผ้ายันต์ที่ระลึกแจกกันไปตามสมควร

            อนึ่งท่านเจ้าคุณนรรัตน์ ฯ ท่านเป็นผู้มักน้อย สันโดษ ไม่ชอบรบกวนใครให้ลำบาก ทั้งไม่ทำองค์ท่านให้ลำบากด้วย เพราะฉะนั้น ท่านจึง ไม่ฉันหมาก ไม่สูบบุหรี่ ไม่ฉันน้ำชา ไม่ฉันกาแฟ ไม่ฉันน้ำอัดลม และไม่ฉันเครื่องดื่มอะไรทั้งสิ้น ปกติของท่าน ฉัน “น้ำฟ้า” เป็นประจำ ต่อมาในระยะหลังสุด ก่อนท่านจะสิ้นไม่กี่เดือน จึงผ่อนให้ โดยท่านรับของถวายให้ฉัน เป็นน้ำส้มบ้าง นำโกโก้ใส่เนย บ้าง และอย่างอื่นบ้าง เป็นครั้งคราว ถึงกระนั้น ท่านก็ยังพูดว่า “อย่าต้องลำบากเลย” คุณธรรมของท่านประเสริฐแล้ว

            ครั้นตอนเย็น เวลา ๕ โมงเย็น เป็นเวลาลงโบสถ์ ทำวัตรค่ำ ได้ทราบว่า ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ ฯ ก็มิได้ลงโบสถ์ตอนเย็นเหมือนเช่นเคยอีก ตกลงว่าวันนี้ (ที่ ๘ มกราคม ๒๕๑๔) ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ ฯ มิได้ลงโบสถ์ทำวัตรทั้งเช้าทั้งเย็นเหมือนเช่นเคย ทำให้ภิกษุสามเณรที่มีจิตใจห่วงใยต่อท่าน ต่างไม่สบายใจไปตาม ๆ กัน หวนไปนึกถึงถ้อยคำที่ท่านเคยพูดไว้ว่า “ถ้าไม่ลงโบสถ์ไหว้พระสวดมนต์ ก็ตายเสียดีกว่า” แต่ก็ยังไม่แน่แก่ใจว่าท่านจะมีอาการมากน้อยเพียงใด ท่านคงจะทนทรงสังขารไม่ไหวอยู่แล้ว แต่ก็ทนจนถึงที่สุด

            ก่อนหน้านั้นได้เคยถวายน้ำอัฐบานและอาหารอ่อนให้ท่านฉันติดต่อกันอยู่หลายวัน มีน้ำซุบข้าโพดบ้าง ซุบถั่วเขียวบ้าง ตามที่ท่านสั่ง ถวายให้ฉันในตอนสาย ประมาณ ๙ใ น. น้ำส้มคั้นบ้าง โกโก้ใส่เนยบ้าง ถวายให้ฉันในตอนเย็น ประมาณ ๑๘ น.เศษ ได้ถวายท่านอยู่หลายวัน แต่พอมีอาการบวมที่มือที่เท้าแล้ว ท่านจึงของด ฯ

            ตอนเย็นประมาณ ๑๘ น. เศษ ของวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๑๔ นั้น คุณหมอไพบูลย์ ผู้เคยมาทำแผลฝีให้ท่านติดต่อกันมาหลายสัปดาห์แล้ว และพระมหาผู้รับปฏิบัติได้พากันไปที่กุฏิ ก. ๕ อันเป็นที่อยู่ประจำของท่าน ตามปกติท่านเข้าทางด้านหลัง ก็ทราบว่าท่านถอดกลอนประตูไว้แล้ว (เพราะท่านรู้ล่วงหน้าก่อนแล้ว) และเมื่อจะขึ้นไปบนกุฏิของท่าน ก็จำเป็นจะต้องมีสายไฟไปด้วย เพราะบนกุฏิท่านไม่มีไฟฟ้าใช้ดังกล่าวแล้ว ท่านอยุ่มืด ๆ มาจนเคยชินหลายสิบปีแล้ว เมื่อคุณหมอและพระผู้รับปฏิบัติขึ้นไปบนกุฏิแล้ว ก็ได้เอาไฟฉายส่องตรวจดู จึงรู้ว่าท่านนอนอยู่ในมุ้งในลักษณะที่ห่มจีวรอยู่เรียบร้อยแล้ว แสดงว่าท่านรู้ตัวรู้วาระของท่าน ครู่หนึ่ง คุณหมอได้เอื้อมมือลอดมุ้งเข้าไปสัมผัสเท้าของท่าน ฉับพลันก็รู้ได้ว่า ท่านถึงมรณภาพแล้วอย่างแน่นอน เพราะลักษณะอาการบ่งชัดเจน คือเท้าท่านเย็นและรู้สึกว่าจะเริ่มแข็งกระด้าง คุณหมอได้ลงความเห็นว่า ท่านจะต้องดับจิตจากโลกนี้ไป ประมาณได้ ๘ ชั่วโมงล่วงแล้ว คือท่านดับจิตเมื่อเวลาประมาณ ๑๐ โมงเช้าเศษอย่างแน่นอน เป็นอันว่า พระคุณเจ้า ธมฺวิตกฺโก ท่านได้ถึงมรณภาพดับขันธ์ ละโลกนี้ไปแล้ว เมื่อวันศุกร์ที่ ๘ มกราคม ๒๕๑๔ เวลาประมาณ ๑๐ นาฬิกาเศษ ฯ

            บัดนี้ พระคุณท่านได้สละโลกที่มีแต่ความทุกข์ทรมาน จากมนุษยโลกนี้ไปแล้วอย่างสงบสุข และอย่างไม่มีวันกลับ ซึ่งทุก ๆ คนที่ได้รู้ได้ทราบปฏิปทา ความประพฤติปฏิบัติอันยอดเยี่ยมของท่าน ก็คงจะเชื่อมั่นและลงความเห็นกันว่า พระคุณท่านจะไม่หวนกลับมาสู่มนุษยโลกนี้อีกอย่างแน่นอน สิริรวมอายุของท่านได้ ๗๒ ปี ๑๑ เดือน กับ ๓ วัน ๔๕ พรรษา

            วันอาทิตย์ที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๑๔ เป็นวันที่สรงน้ำศพพระคุณท่าน (โดยเก็บท่านไว้หลังจากที่ท่านได้มรณภาพแล้ว ๒ วัน ๒ คืน) ในการนี้ได้มีสาธุชนที่มีความเคารพนับถือในพระคุณท่าน ได้พากันมากราบศพและสรงน้ำศพของพระคุณท่านอย่างมากมาย ตั้งแต่เช้าจนสายและถึงตอนเย็นเป็นกำหนด และหลังจากที่ท่านได้รับพระราชทานน้ำสรงศพของหลวงเสร็จแล้ว ศพของท่านก็ได้ถูกบรรจุลงในหีบน้อยใบดั้งเดิมตามคำสั่งของท่าน แต่พระคุณท่านได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานโกศของหลวง โกศโถทองรองธาตุ ประกอบเครื่องสูงเป็นเกียรติยศ ซึ่งประดิษฐานงามตระหง่านอยู่ ณ ท่ามกลางศาลาเรือนกระจก ลมุลนิรมิต ในสุสานหลวง เป็นเวลา ๑ ปี ๑ เดือน กับ ๑๔ วัน

            จากนั้น ก็ได้ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้า ฯ รับไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ และได้ทรงพระมหากรุณา เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานเพลิงศพเป็นเกียรติแก่ท่านเจ้าคุฯนรรัตนราชมานิต ณ เมรุ หน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ ทั้งสองพระองค์ ฯ เป็นพระมหากรุณาธิคุณ แก่ตระกูลจินตยานนท์ เป็นล้นพ้น ขอถวายพระพร ฯ