ค้นหา เว็ปทั่วไทย ในเว็ปมงคลทิพย์ [ ]    โดย    google
 
พระพุทธศาสนาใน
ประเทศไทย
วัดในประเทศไทย
พระพุทธรูปสำคัญของไทย
พระพุทธรูปประจำวัน
พระพุทธรูปประจำเดือน
พระพุทธรูปประจำปี
พระพุทธรูปปางต่างๆ
วันสำคัญทางศาสนา
พจนานุกรมพุทธศาสน์
พระเกจิ สายพระบ้าน
พระเกจิ สายพระป่า

ครูบาชุ่ม โพธิโก

            มีหลายคนที่กำลังอยากจะฟังเกี่ยวกับเรื่อง ลูกแก้วสารพัดนึก ต้นแบบที่หลวงพ่อฯ ของเราได้มาจากหลวงปู่ฯ แล้วในที่สุดก็มาเป็นลูกแก้วสวยๆ ที่พวกเราห้อยคอกันอยู่อย่างไรล่ะ อยากจะฟังประวัติความเป็นมาของลูกแก้วเหล่านี้บ้างไหม ถ้าอยากฟังก็กรุณาตามมาฟังผมโม้ได้เลยครับ

            หลวงปู่ชุ่มฯ นั้น ท่านเป็นลูกศิษย์ของครูบาศรีวิชัยฯ เมื่อแรกเริ่มเดิมทีที่พวกเราไปนมัสการท่านนั้น ท่านจะแจกเครื่องรางของขลังประเภท พระรอด ตะกรุดเหน็บ ตะกรุดหนัง (ลูกวัวตายในท้อง ตายเองโดยธรรมชาตินะครับ ไม่ใช่จงใจไปทำให้แม่ของมันตาย แล้วเอาหนังลูกในท้องของมันมา) และตะกรุดปรอท สำหรับพระรอดที่ว่านี้ พวกนักเลงพระเรียกกันว่า “รอดเณรจิ๋ว” เป็นพระรอดที่หลวงปู่บุญทืมฯ ออกแบบ แล้วสร้างถวายให้หลวงปู่ชุ่มฯ แล้วหลวงปู่ชุ่มฯ ก็นำไปถวายให้หลวงปู่ครูบาศรีวิชัยปลุกเสก

            จำนวนที่สร้างคราวนั้นเต็มบาตรพระ จากนั้นหลวงปู่ชุ่มฯ ท่านก็แจกเรื่อยไปและบางส่วนก็เก็บเอาไว้นาน เหมือนกับจะรอเวลาเพื่อแจกพวกเรา ผมเห็นท่านเก็บเอาไว้ในบาตรฝุ่นงี้หนาปึ๊ก เมื่อจะเอามาแจกพวกเราท่านเอาน้ำล้าง พวกที่นิยมของเก่าร้องโวยวายเพราะหลวงปู่ฯ ท่านไม่เข้าใจ ท่านเห็นว่ามันสกปรกท่านก็อุตส่าห์ล้างให้ เพราะกลัวลูกศิษย์ชาวกรุงเทพฯ เขาจะรังเกียจ

            พระบ้านนอกละก็ถ่อมตัวน่ารักจริงๆ ตอนหลังผมจึงไปอธิบายให้ท่านทราบ ว่าพวกนิยมของเก่าเขานิยมฝุ่นเขาโมเมเรียกฝุ่นว่าขี้กรุ (ทั้งๆ ที่พระชุดนี้ไม่ได้อยู่ในกรุแม้แต่น้อย) ผมเรียนว่าหลวงปู่ฯ จะล้างก็ไม่ขัดคอหรอกครับ แต่ขอให้เขย่าๆ พอสังเขปท่านก็เชื่อ พระชุดนี้ปัจจุบันไม่เหลืออยู่ที่วัดแม้แต่องค์เดียว ผมรับรองได้ เพราะตอนหลังผมเอามาให้กับวัดจามเทวีจนหมดตามที่เล่าให้ฟังไปแล้วตอนหลวงปู่ทืมฯ ตอนนี้ผมเองก็เหลืออยู่แค่ ๓ องค์ ห้อยอยู่ที่คอลูกๆ และภริยา (ซึ่งปัจจุบันมีคนเดียว อั๊บ)

            ตะกรุดหนังลูกวัวก็เหมือนกับตะกรุดปรอท เป็นเครื่องรางเฉพาะตัวของท่านเอง ท่านได้ตำรามาจากใครผมจำไม่ได้ ว่างๆ จะลองไปถาม ร.ต.อ.วิวัฒน์ สุวัฒนะกุล อดีต หน.สภ.ต.สาวชะโงกดู เขาเคยอยู่ที่ลำพูนตอนที่พวกเราไปนมัสการหลวงปู่ฯ กัน ในคราวนั้น เขาเคยเกเรมาก่อนเป็นนักเลงการพนันตัวยง แต่เดี๋ยวนี้เขาเลิกแล้ว แต่แม้สมัยที่เขาเกเรเขาก็เข้าหาพระเข้าหาเจ้า และองค์ที่ทำให้เขาเลิกเล่นได้ก็คือหลวงปู่หล้าตาทิพย์ เวลานี้ในกระเป๋าเสื้อทั้งสองข้างของเขาจะพองตุ่ย ถ้าลองไปนั่งคุยด้วยไม่ว่าคนไม่ว่าลิงจะพากันหลับหมด ประวัติศาสตร์มันยาวรู้ไปหมดทุกเรื่องทุกราว พูดไปก็ควักวัตถุมงคลออกจากระเป๋ามาอวด นี่กาฝากมะขาม นี่กาฝากรัก นี่กาฝากมะรุม เออ ระวังจะถูกรุมเตะ ทีนี้หลวงปู่ฯ ท่านเคยเล่าให้ผมฟังว่าอาจารย์ของท่านนั้นเก่งเหลือหลาย เก่งกว่าลูกศิษย์ของท่านมากมายนัก ท่านทำได้แค่ซัดปรอทให้แข็งตัว ทำเป็นตะกรุดปรอท แต่พระอาจารย์ของท่านนั้นเก่งเหนือไปกว่านั้น ท่านซัดปรอทต่อไปอีกจนปรอทนั้นกลายเป็นแก้ว ถ้าเป็นตัวเมียจะมีรูเรียกว่า แก้วราหู แต่ตัวผู้ผมจำไม่ได้ว่าท่านเรียกว่าอย่างไร ใครรู้และจำได้ช่วยบอกที ท่านได้รับมาเป็นมรดกตกทอดมา ๓ ลูก เป็นตัวผู้ใหญ่ ๒ ลูก ตัวเมีย ๑ ลูก ลูกใหญ่สุดท่านถวายพระเจ้าอยู่หัวฯ รองลงมาท่านถวายหลวงพ่อฯ ของเรา ก็ลูกที่หลวงพ่อฯ ท่านเคยแช่อยู่ในอ่างน้ำมนต์ของหลวงพ่อฯ นั่นแหละครับ ลูกเล็กสุดหลวงปู่ฯ ขวั่นเชือกทำเป็นสายร้อยและคล้องคอให้กับผม หลังจากคณะของหลวงพ่อฯ กลับกรุงเทพฯ ไปแล้ว ๒ วัน เพราะผมกับลูกน้องยังต้องอยู่ต่อ เนื่องจากจะต้องดูแล จนกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยจริงๆ

            ในตอนแรกผมไม่ยอมรับเพราะกลัวจริงๆ ครับ กลัวว่าวาสนาจะไม่ถึงไม่คู่ควรกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ระดับนี้ แต่หลวงปู่ฯ ท่านยืนยันจะให้ และท่านว่าท่านถามผู้ดูแลรักษาแล้ว ทางนั้นยืนยันไม่ขัดข้อง ผมงี้น้ำตาไหลดีใจน่ะ ดีใจมากครับ แต่ไม่เท่ากับความภาคภูมิใจ รู้สึกหัวใจพองโตมากๆ จนบอกไม่ถูก มีความรู้สึกว่าเทพยดาฟ้าดิน ตลอดจนปรมาจารย์รวมทั้งหลวงปู่ฯ หลวงพ่อฯ และพระเบื้องบน ท่านให้ความกรุณาต่อผมมากจริงๆ ความจริงแล้วของศักดิ์สิทธิ์อย่างนี้ ปุถุชนคนธรรมดาหน้าไหนบ้าง ที่ไม่อยากจะได้มาไว้ครอบครองจนเนื้อตัวสั่น แค่เห็นก็เรียกว่าเป็นบุญตาแล้ว ผมเองก็เช่นเดียวกัน อยากได้ แต่สงสัยว่าตัวผมเองนั้นมีคุณงามความดีแค่ไหนเชียวจึงจะได้ของศักดิ์สิทธิ์นี้มาเป็นกรรมสิทธิ์ จำได้ว่าครั้งแรกผมไม่ยอมรับและได้อ้อนวอนหลวงปู่ฯ ว่าขอให้หลวงปู่ฯ กรุณาถามเบื้องบนด้วยว่าให้ผมจริงๆ หรือ และถ้าผมรับไว้แล้วจะมีเงื่อนไขอย่างไรบ้าง หลวงปู่ฯ ท่านว่า ถามแล้วและอนุมัติมาแล้ว ผมก็ยังดึงดันขอให้หลวงปู่ฯ ถามให้อีกครั้งหนึ่ง ท่านก็กรุณาตามใจถามให้ เมื่อหลวงปู่ฯ ท่านยืนยันอีกครั้งหนึ่งผมจึงยอมรับเอาไว้ เรื่องที่เล่านี้ถ้าท่านที่ไม่เข้าใจผม อาจจะคิดว่าไอ้นี่มาดมากเจ้าท่าไม่เป็นเรื่อง ซึ่งผมต้องขอความกรุณาชี้แจงในตอนนี้เสียเลยว่า ในขณะนั้นจิตใจของผมระลึกอยู่ตลอดเวลาว่า ผมนั้นเป็นเพียงลูกศิษย์หางแถวของหลวงพ่อฯ หลวงปู่ฯ ผมมีฐานะยากจน ไม่มีเงินทองหลามไหลเหมือนใครเขา แต่ถ้าเป็นงานเพื่อหลวงพ่อฯ หลวงปู่ฯ หรือเพื่อการพระศาสนาแล้ว ผมจะทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างเต็มที่ มีเงินผมก็จะเอาเงินช่วย ไม่มีเงินผมจะเอาแรงกายแรงความคิดทุ่มเทเข้าช่วย แต่อย่างว่าแหละครับ การช่วยเหลือถ้าไม่เป็นเงินก้อนโตๆ ก็ไม่มีใครเห็นไม่มีใครให้ความสำคัญ

            ในงานทำบุญที่หลวงปู่ชุ่มฯ เข้านิโรธสมาบัตินี้ก็เหมือนกัน ผมเป็นเพียงร้อยตำรวจเอกที่พิการมีฐานะยากจน ไม่มีพื้นที่ปกครองไม่มีลูกน้องบริวารและไม่มีอำนาจราชศักดิ์ แต่ผมนั้นได้รับเป็นธุระอย่างแข็งขัน ในเรื่องการติดต่อประสานงานเตรียมการทางด้านของหลวงปู่ฯ ต้องขึ้นๆ ล่องๆ กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ เชียงใหม่ – กรุงเทพฯ ไม่รู้ว่ากี่เที่ยวต่อกี่เที่ยว และรับภาระเรื่องค่าใช้จ่ายนั้นเองโดยตลอด ไม่ทราบว่าหมดเท่าใดต่อเท่าใด ครั้นถึงเวลาที่จะทำบุญเมื่อตอนที่หลวงปู่ฯ ออกจากนิโรธสมาบัติ ก็ไม่มีโอกาสเหมือนใครอื่นเขา เพราะจะต้องคอยดูแลความปลอดภัยให้กับคนส่วนใหญ่นั่นเอง เรียกว่าแม้จะอยู่ใกล้แต่เข้าไม่ถึง สำนวนจีนกำลังภายในเขาว่า แม้ชายคาจะเกยกันแต่ก็เหมือนไกลอยู่สุดขอบฟ้า ไม่ใช่ว่าหยิ่งแต่ทว่าเจียมใจเจียมกาย ลูกน้องเคยถามผมว่า ถ้าการทำบุญกับพระอริยสงฆ์ที่เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ จะให้ผลมากอย่างรวดเร็วและประเสริฐจริง คนอื่นๆ ที่ไปกันก็คงจะได้รับผลที่ประเสริฐนั้นไปกันถ้วนทั่ว แต่พวกเราคงจะไม่ได้ ผมค้านว่า เฮ่ย ไม่จริง แล้วย้อนถามเขาไปว่าสบายใจไหม? ปลื้มใจไหม? ที่ได้มาร่วมงานทำบุญในครั้งนี้ พวกเขาตอบว่ายอดจริงๆ มีทั้งใจหายใจคว่ำสนุกตื่นเต้น และในที่สุดก็ลงท้ายด้วยความอิ่มใจปลาบปลื้มใจสบายใจ เรียกว่ามีครบทุกรส ความประทับใจนี้ พวกเขาไม่เชื่อว่าจะมีวันได้ประสบพบอีก และจะไม่มีวันลืมเลือนเลย ผมได้โอกาสจึงพูดกับพวกเขาว่า นั่นไงผลตอบแทนของพวกเราก็คือความสบายใจ ความสุขใจที่ได้รับซึ่งก็น่าจะถือได้ว่าเป็นผลบุญอย่างยิ่งแล้ว คนมีเงินมีทอง มีทรัพย์สมบัติมหาศาล ไม่มีความสุขเท่ากับที่พวกเราได้รับและมีอยู่ในครั้งนี้

            พวกเขาก็อึ้งไปแต่ก็อ้อมแอ้มกันนิดๆ หน่อยๆ ว่าแหมลูกพี่ ทางใจพวกผมยอมรับว่าได้กันอย่างเต็มปรี่ แต่ถ้าได้ทางโลกมาเจือจุนพอให้บรรเทาความเดือดร้อน ไม่ถึงกับขอให้มีมากจนถือได้ว่าสะสมเกินไป ก็น่าจะดีกว่านะครับ ซึ่งผมก็เห็นด้วยเต็มร้อย แต่ก็ได้แต่อ้อมๆ แอ้มๆ ตอบไปไม่เต็มเสียงว่า อืม … ผมว่าท่านคงจะเห็น ซึ่งความจริงผมไม่ทราบ และไม่แน่ใจเลยว่าท่านที่ผมว่านี้จะเห็นอย่างที่ผมเห็นหรือไม่ เพราะคนเรายิ่งแก่เฒ่าก็ยิ่งหูตามัว ยิ่งเป็นใหญ่ยิ่งมีอำนาจยิ่งแล้วใหญ่ มักจะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยอคติ ๔ ทำให้หน้ามืด หูตาลายมืดมัว ในไม่ช้าหูก็จะหนวก ตาก็จะบอด ความทุกข์ยากของคนเป็นแสนเป็นล้านก็ไม่เห็น คนทั้งประเทศทั้งโลกร้องตะโกนก็ไม่ได้ยิน แต่กลับไปได้ยินพวกเปรตที่สอพลอเอาแต่เป่าหูอยู่ ก็แหม! เปรตมันปากเล็กนี่ครับ เขาว่ากันว่าปากเปรตเท่ารูเข็ม จึงสามารถสอดปากเข้าไปเป่า อยู่ที่แก้วหูของท่านผู้มีอำนาจได้โดยสะดวก เอาเถิดครับไม่แสบไม่คันรูหูบ้างก็ให้มันรู้ไป ให้มันไชจนหนวกไปเล๊ย....

            หลังจากที่ผมได้พูดคุยกัน เรื่องผลบุญและงานบุญของหลวงปู่ชุ่มฯ กับลูกน้องไปแล้ว ก็ไม่นานเกินรอ เพียงวันสองวันต่อมาหลวงปู่ชุ่มฯ ท่านก็มอบลูกแก้วดังกล่าวให้กับผม เห็นไหมครับทันตาเห็นจริงๆ ” ….

            หลวงปู่ชุ่มฯ ท่านบอกผมว่า ลูกแก้วนี้ ครูบาอาจารย์ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ปกปักรักษาลูกแก้วนี้เต็มใจให้ผม ท่านว่าเป็นแก้วสารพัดนึก โดยมีพระคาถากำกับ แต่เจ้าของ และผู้ปกปักรักษาเขาขอสัญญากับผมว่า การที่จะขออะไรกับลูกแก้วนี้ จะต้องขอสิ่งที่อยู่ในศีลในธรรม เช่น ถ้าขอให้ผู้หญิงรัก เมื่อได้ผู้หญิงคนนั้นเป็นภริยาแล้ว จะต้องรับผิดชอบเลี้ยงดู นอกจากนั้นมีเงื่อนไขพิเศษก็คือ ท่านว่าผู้ดูแลรักษาท่านหนึ่งขอว่า ห้ามใช้กับหญิงโสเภณี และถ้าไม่จำเป็นจริงๆ แล้ว อย่าพกลูกแก้วนี้เข้าไป หรือผ่านไปในแหล่งหญิงนครโสเภณี เพราะผู้ดูแลท่านรังเกียจ ผมก็รับสัญญานั้น หลวงปู่ชุ่มฯ ท่านลงมือขวั่นเชือกด้วยมือท่านเอง ร้อยในรูของลูกแก้ว ผูกทำเป็นห่วงเชือกคล้องคอให้กับผม ต่อมาผมกลัวเชือกขาดลูกแก้วจะหาย จึงมาดัดแปลงให้ดีขึ้น โดยให้แม่นิด(ลูกศิษย์อาวุโส ของหลวงพ่อฯ )ถักเชือกไนล่อน เป็นตาข่ายล้อมลูกแก้วเอาไว้ และขนาดเชือกก็เปลี่ยนใหม่ให้โตขึ้น จนพอไว้ใจได้ว่าไม่อาจขาดได้โดยง่าย แต่ก็คิดไว้ในใจว่าถ้ามีเงินเมื่อใด ก็จะเอาไปเลี่ยมทองให้คู่ควรเหมาะสมเสียที แต่แล้วก็ไม่มีโอกาส เพราะระยะนั้นยอมรับกันอย่างตรงๆ เลยครับ ว่าชะตาชีวิตในตอนนั้น เป็นเหมือนที่หมอดูเขาว่า พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก แต่ที่ผมประสบนั้น เรียกใหม่ได้เลยว่า พระศุกร์กระทืบจมเบ้า พระเสาร์กระแทกมิดธรณี

            จวนเจียนจะอยู่จะไปหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินเรื่องทอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชีวิตครอบครัว บ้านแตกสาแหรกกระจุย ขนาดหลวงพ่อฯ ของเราท่านอุตส่าห์ ทำพิธีบังสุกุลเป็นให้ถึง ๒ ครั้ง พาไปปล่อยปูกับท่านอีก ๑ ครั้ง ก็ประทังได้แค่ร่อแร่ จะตายก็ไม่ตาย จะเป็นก็ไม่เป็น ตอนนั้นผมออกจากบ้านที่ผมอยู่มาตั้งแต่เกิด จนเป็นร้อยเอก โดยมีเครื่องแบบไป ๒ ชุด ไปอาศัยอยู่กับเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่ง ซึ่งมีชื่อฉายาที่บรรดาลูกศิษย์เก่าๆ เรียกกันว่า “ไอ้ตี๋เล็ก” สำหรับผมนั้นเขาเรียกกันว่า “ไอ้ตี๋ใหญ่”(ฉายานี้หลวงพ่อฯ ของพวกเราตั้งให้นะครับ) ในตอนนั้นถ้าไม่ได้ไอ้ตี๋เล็กฯ ผมคงแย่แน่ๆ จำได้ว่าในตอนนั้น ผมถูกพรากทั้งลูกทั้งเมีย และ เป็นความอยู่กับบรรพสตรีของเมีย ก็แม่ยายนั่นแหละครับ และโดยเพียงเพื่อให้ชนะผม เขาก็สาดโคลนผมจนเลอะเทอะหมดทั้งชีวิต ฝ่ายเขามีพวกมากด้วยเคยป็นภรรยา ของคุณพระท่านหนึ่งซึ่งเป็นอดีตคนใหญ่คนโต ในกระบวนการยุติธรรม แหมเวลาเรียกเข้าพบ และตกลงกันนอกบัลลังค์ ผมงี้กระดิกตัวแทบไม่ได้เลยครับ ขยับตัวหน่อยถูกท่านตวาดแว๊ด

            ขนาดอยู่ข้างหน้าโต๊ะทำงานของท่าน ผู้แทนของเขาซึ่งเป็นผู้หญิง ยังกล้าถอดรองเท้าซ้นสูงขึ้นมา เงื้อจะเคาะกะโหลกผม โดยทำเป็นนั่งก้มหน้าไม่รู้ไม่ชี้ไม่เห็น พอผมเตือนท่านกว่าท่านจะเงยหน้าเขาก็เก็บรองเท้าเสร็จแล้ว ท่านก็ตวาดขู่ฟ่อๆ เอากับผมอีกว่า อะไรเป็นถึงร้อยตำรวจเอก จะมาทำนิสัยเที่ยวพาลหาเรื่องคนอื่นเขาต่อหน้า . . . นะเนี่ย ไอ้ผมก็ยืนนึกปลงอนิจจัง อื้อฮือนี่ขนาดผมแต่งเครื่องแบบด้วยนะครับ ท่านยังไม่ยอมให้เกียรติ ไม่รู้ว่าตุ้มเงินตุ้มทอง หรือตุ้มอะไรมันถ่วงอยู่ ถึงได้เอียงกระเท่เร่ขนาดนี้ ถ้าเป็นแม่ค้าละก็ขายอะไรก็รวยครับ ก็โกงตาชั่งนี่ครับ ผมนึกในใจอีกว่าอีแบบนี้ เราแพ้ความแน่ เพราะไอ้บ้านี่ตาบอด ไม่เห็นความดีความชั่ว (ต่อมาท่านนี้ประสบอุบัติเหตุตาบอดครับ ต้องออกจากราชการทั้งๆ ที่อายุยังน้อย คงไม่ใช่กรรมจากที่ทำกับผมเรื่องเดียวหรอกครับ คงทำบ่อยๆ กับคนอื่นๆ ด้วย ส่วนผมก็ให้อภัยทานไปแล้ว แต่บังเอิญอ่านหนังสือพิมพ์เจอเข้าพอดี) ฝ่ายผมมีผู้ที่เลี้ยงดูอุปการะผมมาตั้งแต่เกิด ซึ่งเข้าใจ และเห็นใจผมอย่างแท้จริง ก็คือคุณย่าของผมเท่านั้น แต่เวลานั้นท่านก็แก่มากแล้ว และ ผมคิดว่าถ้าผมยังอยู่ที่บ้านคุณย่าๆ ก็คงจะต้องทุกข์ร้อนไปกับผม อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ผมจึงตัดสินใจบากหน้าไปอาศัย อยู่กับเจ้าตี๋เล็ก เพื่อความสะดวกในการวางแผน และต่อสู้กับฝ่ายตรงข้าม

            เรื่องราวการต่อสู้ของผมในตอนนี้ มีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ หลวงปู่คำแสนใหญ่ฯ หรือ พระครูสุคันธศีลฯ แห่งวัดสวนดอก ซึ่งกรุณาสอนผมในเรื่อง แม่ทัพแขนด้วน และเกี่ยวข้องกับ หลวงปู่ครูบาวงษ์ฯ หรือ พระครูใบฎีกาชัยยะวงษาฯ แห่งวัดพระบาทห้วยต้ม ที่กรุณาเตือนผมด้วยเรื่อง ไอ้วัวหำคด ซึ่งขออนุญาตเก็บเอาไว้เล่ารายละเอียด ในตอนที่เขียนถึงหลวงปู่ฯ ทั้งสองนะครับ และผมยอมรับครับว่าในตอนนั้น มีความกลัดกลุ้มใจมากๆ ทำให้บางครั้งผมก็หาทางออกโดยไปเที่ยวเตร่ แบบที่ผู้ชายทั่วๆ ไปเขาเที่ยวกัน แต่ถ้ามีรายการพรรค์อย่างนั้น ผมจะถอดลูกแก้วทิ้งไว้ในรถทุกครั้ง ลืมล็อคประตูรถเป็นสิบๆ ครั้งก็ไม่เคยหาย หลายๆ ครั้งที่ผมลืมถอดลูกแก้ว เอาไว้บนหัวเตียงในโรงแรมตามต่างจังหวัด ที่ไปปฏิบัติราชการ กว่าจะรู้ว่าลืมเอาไว้ ก็กลับมาถึงกรุงเทพฯ แล้ว ครั้นโทรศัพท์ทางไกลไป ให้คนไปตามหาให้ ก็ไม่มีใครพบใครเห็น ผมก็ได้แต่จุดธูปเทียนขอขมา และอธิษฐานว่าผมไม่ได้ทำอะไรผิด ผมรีบร้อนจริงๆ ผมผิดไปแล้วหมดปัญญาแล้ว แต่ถ้ายังมีบุญบารมีอยู่ก็ขอให้มีผู้พบเห็น ส่วนผมก็จะพยายามติดตาม ให้ได้คืนมาให้จงได้ แล้วผมก็เข้านอน รุ่งขึ้นเช้าผมไปกราบพระก็พบว่า ลูกแก้วกลับมาอยู่ที่หน้าหิ้งพระของผมทุกทีไป บางครั้งก็ ๓ วันบ้าง ๗ วันบ้าง

            ต่อมาไอ้ตี๋เล็กฯ ประสบปัญหาเกี่ยวกับธุรกิจการค้า แต่ขณะนั้นก็มีช่องทาง คือถ้าลูกค้าชาวญี่ปุ่นที่ติดต่อกันอยู่ยอมตกลงข้อเสนอตามโครงการของไอ้ตี๋เล็กฯ ๆ ก็จะได้งานที่จะสามารถกอบกู้สถานภาพเอาไว้ได้ และอาจจะร่ำรวยมหาศาลเลยทีเดียวแหละ แต่การที่อุตส่าห์ลงทุนเชิญไอ้ญุ่นปี่ญี่ปุ่นมาเที่ยวเมืองไทย เพื่อจะได้มีโอกาสมีเวลาได้ชี้แจงเรื่องงานเรื่องโครงการดังกล่าวนี้นั้น ปรากฏว่าไอ้ญุ่นฯ ไม่สนใจเลย จำเป็นต้องวางแผนพาไปเที่ยวต่อที่เชียงใหม่เพื่อเป็นการเอาใจ และเพื่อยืดเวลาหาโอกาสในการเจรจาต่อไปอีก ก่อนเดินทางไปเชียงใหม่ ไอ้ตี๋เล็กฯ วุ่นวายใจมากเพราะภริยาก็ท้องแก่ใกล้คลอด ท่าทีที่หยั่งเชิงไอ้ญุ่นฯ ไปแล้วนั้น นอกจากไอ้ญุ่นฯ จะไม่สนใจเอาเสียเลยแล้ว ยังแทบจะหัวเราะเยาะเอาเสียด้วย ตั้งท่าจะไม่ไปแล้ว เพราะปรารภกับผมว่าไปก็เท่านั้น เสียทั้งเงินเสียทั้งเวลา ผมจึงได้ตัดสินใจมอบลูกแก้วให้กับไอ้ตี๋เล็กฯ ไป เพื่อให้เป็นกำลังใจและหวังขอให้ท่านช่วยให้ไอ้ตี๋เล็กฯ ประสบความสำเร็จในการเจรจาครั้งนั้น และก็เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์เหลือที่จะกล่าว เพราะระหว่างการเดินทางบนเครื่องบินนั้นเอง นายทุนญี่ปุ่นซึ่งเคยแสดงทีท่าสนใจน้อยมาก กลับขอเซ็นสัญญาตกลงกันบนเครื่องบินโดยไม่ยอมอ่านสัญญาเลย ทีนี้ไอ้ตี๋เล็กฯ ก็ดีใจซิครับแทบจะคลุ้มคลั่งเลยทีเดียว พาญี่ปุ่นเที่ยวอย่างหามรุ่งหามค่ำ เที่ยวเตร่กินเหล้าเมายาเฮฮากันทั้งวันทั้งคืน ด้วยมองเห็นเงินเป็นร้อยๆ ล้านวางแบอยู่แค่เอื้อม

            ผมโทรศัพท์ทางไกลไปเตือนสติอยู่ทุกวันๆ ละ หลายๆ ครั้ง ให้ระวังเรื่องเงื่อนไขของเจ้าของลูกแก้ว ไอ้ตี๋เล็กฯ ก็สักแต่ว่ารับปากอู้อี้มาทุกครั้งว่าไม่มีปัญหา ไม่ได้ทำอะไรผิดเงื่อนไข ถ้าจะมีรายการซึ่งขัดกับเงื่อนไขก็จะเก็บไว้ในกระเป๋าเอกสาร จะไม่นำติดตัวไปเป็นอันขาด แต่แม้ผมจะได้รับการยืนยันมาอย่างแข็งขันทุกครั้งที่โทรศัพท์ไปถาม ผมก็ไม่ได้มีความสบายใจเลย เพราะไอ้ตี๋เล็กฯ มักจะขาดสติสัมปชัญญะ และขาดความรับผิดชอบอยู่เสมอ การรับปากสั่วๆ แต่ไม่สนใจจะปฏิบัติตามคำพูดของเขาเป็นที่ร่ำลือระบือไกล และในคืนวันก่อนที่ไอ้ตี๋เล็กฯ จะต้องเดินทางกลับตามกำหนดการ ผมก็ฝันร้ายว่าได้พบกับผู้หลักผู้ใหญ่หลายๆ คนและ หลายๆ องค์ทุกท่านตำหนิผมน่าดูเรื่องลูกแก้ว ผมตื่นขึ้นมากลางดึกนอนต่อไม่หลับตลอดคืน กังวลใจตลอดเวลา ตั้งแต่เช้ามืดผมได้พยายามติดต่อทางโทรศัพท์กับไอ้ตี๋เล็กฯ แต่ติดต่อไม่ได้ เจ้าหน้าที่ของโรงแรมที่ไอ้ตี๋เล็กฯ พักอาศัย แจ้งให้ทราบว่าในห้องพักไม่มีคนอยู่ ผมจึงเดินทางไปรอรับเขาที่สนามบินดอนเมืองในตอนบ่าย พอเห็นไอ้ตี๋เล็กฯ เดินออกมาจากห้องผู้โดยสารขาเข้า ผมก็กรากเข้าไปถามหาลูกแก้วทันที ไอ้ตี๋เล็กฯ หัวเราะก๊ากๆ มันมองผมด้วยสายตาที่ผมแปลความหมายได้ความว่า แหมท่านพี่ ช่างงกเสียจริ๊ง แล้วมันก็พูดเสียงกลั้วหัวเราะดังลั่นแอร์พอร์ตว่า นี่ไงพี่ลูกแก้วของพี่อยู่ในคอผม ยังอยู่ดีไม่หายไปไหน

            พูดจบมันก็เอามือคลำที่คอของมันอย่างมั่นใจเต็มที่ ผมเองก็จ้องมองตามมือของมันอย่างเขม้นเขม็ง ในใจภาวนาว่าขอให้จริงอย่างที่มึงพูดเถิดวะ จริงไม่กลัวกลัวไม่จริง แต่แล้วผมก็เห็นมันหยุดชะงัก เสียงหัวเราะที่ดังกั๊กๆ หยุดกึ๊ก หน้าที่บานปานตูดหมาของมันซีดเผือดแล้วหุบลงจนเล็กเหลือเท่าจู๋มด มันลุกลี้ลุกลนล้วงโน่นควักนี่อุตลุดอลหม่าน ล้วงไปปากก็ร้องไป บ่นไปว่า เฮ้ย! ๆ ตายห่า เฮ้ย! ๆ ตายห่า อยู่เป็นนานสองนาน แล้วในที่สุดก็พูดอย่างแหยๆ แต่หน้าตาเฉยตามฟอร์มถนนมิตรภาพ

            “พี่ ลูกแก้วไม่รู้หายไปไหนแล้ว” พอได้ยินมันพูดเช่นนั้นผมก็แทบสลบ ตาเบิกโพลงแต่ไม่เห็นอะไรนอกจากแสงระยิบระยับคล้ายดวงดาวเป็นหมึ่นเป็นแสนๆ ดวง หมุนติ้วอยู่รอบศีรษะ หูก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรนอกจากเสียงดัง หวิ๊งๆ หวิ๊งๆ อื้ออึงราวกับลมพายุสลาตันพัดหมุนอยู่รอบกาย มีอาการอย่างนี้อยู่นานเท่าใดไม่ทราบ แต่ในความรู้สึกเหมือนนานแสนนาน มารู้สึกตัวอีกทีเมื่อได้ยินเสียงไอ้ตี๋เล็กฯ ตะโกนร้องเรียกว่า “พี่ๆ พี่ๆ ”

            พอรู้สึกตัวผมก็กระโจนพรวดเดียวถึงตัวไอ้ตี๋เล็กฯ เปิดกระดุมคอเสื้อของมันเกือบจะเป็นกระชาก ล้วงเอาไถ้ที่เคยใส่ลูกแก้วที่ผมแสนรักพร้อมเชือกห้อยคอออกมาจากคอของมัน รู้สึกจุกแน่นไปหมดที่หน้าอกและคอหอย พาลวิงเวียนเหมือนกับจะเป็นลมเสียให้ได้ เมื่อเห็นว่าไถ้นั้นว่างเปล่า ผมกำไถ้เปล่านั้นแน่นติดมือที่เปียกเหงื่อจนชุ่ม อยากจะร้องไห้ก็ร้องไม่ออก ได้แต่กลอกตาไปมา คิดไม่ออกบอกไม่ถูกจึงได้แต่ยืนเซ่อ ไอ้ตี๋เล็กฯ ยืนหันรีหันขวางอยู่ครู่ใหญ่มันก็ร้องโวยวายออกมาอีก “สงสัยตกอยู่ในเครื่องบินแหงเลย ก็เมื่อเช้านี้ยังอยู่ในคอผมเลยนี่นา พี่คอยผมหน่อย เดี๋ยวผมจะไปหาเพื่อน มันทำงานใน บ.ด.ท. จะลองให้เขาช่วยให้เจ้าหน้าที่หาให้” ไอ้ตี๋เล็กฯ ยังมีความหวังและอดโม้ไม่ได้ตามนิสัยเดิม ผมก็เออๆ คะๆ ไปตามแกน ได้พยายามตามและค้นหากันทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะโทรศัพท์ทางไกลไปที่เชียงใหม่ ให้ญาติช่วยกันไปหาที่สนามบินก็แล้วโรงแรมก็แล้ว ตั้งรางวัลเสียสูงลิ่วก็หาไม่พบ ระหว่างที่โกลาหลกันอยู่นั้นผมก็เดินทางกลับ เพราะผมสังหรณ์เหลือเกินว่าเขาไปแล้ว และคราวนี้คงจะไม่มีหวังที่จะกลับคืนมา เพราะนอกจากที่ผมจะฝันเหมือนเป็นลางบอกเหตุ ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นจริงๆ แล้ว เมื่อผมได้พิจารณาดูไถ้ที่เคยใช้หุ้มลูกแก้วนี้อย่างละเอียด ก็ไม่พบว่ามีร่องรอยฉีกขาดแต่ประการใด ยังคงเป็นไถ้ที่สมบูรณ์อยู่เหมือนไถ้อันเดิม ที่แตกต่างกันก็มีเพียง ไม่มีลูกแก้วของศักดิ์สิทธิ์ที่ผมแสนจะแหนหวงอีกต่อไปแล้ว

            เมื่อผมกลับไปถึงบ้านไอ้ตี๋เล็กฯ แล้ว ผมก็เก็บเสื้อผ้าเตรียมกลับบ้านของผม เพราะผมเชื่อว่าไอ้ตี๋เล็กฯ ต้องกระทำการอย่างใดๆ ที่เป็นการละเมิดต่อสัญญาที่ผมเคยกำชับเอาไว้ไม่ให้ละเมิด และไม่นำพาต่อคำพูดคำมั่นสัญญาที่รับปากผมไว้เป็นมั่นเป็นเหมาะ คนประเภทแบบนี้ถ้าจะคบหาต่อไป เห็นทีจะไม่ต้องตามตำรามงคล ๓๘ ประการเป็นแน่แท้ อย่ากระนั้นเลยขืนอยู่ด้วยก็ซวยเปล่าๆ กลับบ้านเราดีกว่า แบบนี้เขาไม่เรียกว่าหนีเสือปะจระเข้นะครับ เข้าตำราหนีนรกตกอเวจีมากกว่า แต่ผมก็ยังไม่กลับบ้านของผมในทันที ผมรอเพื่อที่ถามว่าไปทำอะไรมา ที่เป็นการผิดสัญญาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาลูกแก้วนี้ แต่คืนนั้นเขาไม่กลับบ้าน คืนต่อมาก็ไม่กลับอีก ผมรออยู่สองวันสองคืนจึงได้พบ ก็แก้ตัวว่าไปนอนที่บ้านพ่อเพราะสะดวกในการติดตามหาลูกแก้วที่หายไปนั้น และเขาตามมาโดยตลอด แต่ติดตามคืนมาไม่ได้ แล้วมันก็ทำหน้าทะเล้นร้องว่า “แน่ะ! ลูกแก้วกลับมาอยู่ที่พี่แล้วซิ หลอกให้ผมไปหาเสียเกือบตาย” ผมโมโหสุดขีด ตะโกนให้อวัยวะเบื้องต่ำกว่าเข็มขัดมันไปหลายอย่าง และหลายอัน ในที่สุดมันจึงสารภาพว่า ในคืนวันก่อนที่จะเดินทางกลับ ได้เข้าไปเที่ยวในบาร์ไปพบกับนักร้องสาวสวยถูกอกถูกใจเสียเหลือหลาย แต่จีบผู้หญิงคนนั้นสู้คนอื่นเขาไม่ได้ มันเกิดอาการหน้ามืดสุดขีดจึงเอาลูกแก้วขึ้นมาอธิษฐาน ตอนที่อธิษฐานนั้นแม่นักร้องคนนั้นก็ได้เดินไปนั่งอยู่บนรถของเพื่อนที่จีบแข่งกันแล้ว แต่พอมันอธิษฐานเสร็จ จู่ๆ แม่นั่นก็เดินมาขึ้นรถมันเสียดื้อๆ อย่างนั้นแหละ เป็นอันว่ามันได้ผู้หญิงคนนั้นมาเชยชมเพียงชั่วคืน แต่ผมต้องสูญเสียลูกแก้วอันศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว แถมมันยังแก้ตัวอีกว่ามันใช้กับนักร้องไม่ใช่โสเภณี ผมฟังมันแก้ตัวก็ปลงอนิจจังคิดในใจว่าเจ้าตี๋เล็กฯ เอ๋ย เอ็งเห็นทีจะเจริญยาก แล้วในกาลต่อมาเจ้าตี๋เล็กฯ ก็เจริญยากจริงๆ ทรัพย์สมบัติที่เคยมีนับสิบล้าน (เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๘ นะครับ) ก็หมด ตัวเองก็ระเห็จเข้าไปดัดสันดานอยู่ในคุกเสียระยะหนึ่ง ปัจจุบันออกมาแล้วแต่ก็ยังห่วยเหมือนเดิม

            เมื่อลูกแก้วหายไปแล้วผมก็กลับบ้านสวดมนต์ภาวนาขอให้กลับมา จากอาทิตย์เป็นเดือน จากเดือนเป็นปี จากปีเป็น ๑๖ ปี (ไม่ใช่ ๑๖ ปีแห่งความหลังนะครับ) ลูกแก้วก็ไม่กลับมาเสียที หมดหนทางหมดปัญญาก็จำต้องตัดใจ ผมคิดปลงๆ เอาว่าท่านที่ปกปักรักษาสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้ คงจะน้อยใจที่ในตอนแรก ผมก็ทำท่ายึกยักเหมือนไม่เต็มใจ จะรับมาจากหลวงปู่ชุ่มฯ ต่อมาก็ทำหลงลืมทิ้งไว้ตามโรงแรมที่ไปพักหลายครั้ง เหมือนไม่เห็นคุณค่าไม่เห็นความสำคัญ ต้องให้ท่านนำมาคืนให้หลายครั้ง แล้วในที่สุดก็ได้ให้คนที่เหลาะแหละไม่น่าเชื่อถือขอยืมไปอีก แม้จะแก้ตัวว่าเพื่อเป็นการทดแทนบุญคุณก็คงจะรับฟังไม่ขึ้น ท่านก็เลยไม่อยากอยู่กับผม ผมก็ตัดใจไม่คิดมาก ด้วยในส่วนลึกก็ยอมรับในความผิดและเห็นว่ายังไม่คู่ควรที่จะได้ท่านไว้เป็นกรรมสิทธิ์ เมื่อลูกแก้วหายไปแล้วผมก็ยอมแพ้ความ เลิกสู้ความเสียดื้อๆ ยึดเอาหลัก “อภัยทาน” เป็นที่ตั้ง มุมานะก้มหน้าก้มตาพากเพียรสร้างสมคุณงามความดี ชั่วก็มีบ้าง แต่ได้พยายามมีให้น้อยที่สุด ผมได้ก้าวหน้าในชีวิตราชการมาเรื่อยๆ แม้จะเทียบเทียมกับเหล่าบรรดาเพื่อนฝูงชั้นแนวหน้าไม่ได้ แต่ก็สามารถรอดปากเหยี่ยวปากกามาได้โดยตลอด แม้บางครั้งกว่าจะรอดก็อึแทบจะเล็ดก็ตาม ในที่สุดลูกทั้งสองคนก็กลับมาอยู่กับผม ศัตรูที่เคยพรากลูกผมไปนั้น ก่อนเขาจะตายเขายกมือไหว้ ขอโทษผมได้ด้วยมือเพียงข้างเดียว คนที่จะเอาซ่นสูงเคาะกระบาลผม ระเห็จไปอยู่ต่างประเทศไปทำงานเป็นขี้ข้าเขาด้วยความสมัครใจ ทั้งๆ ที่มีทรัพย์สมบัติอยู่ในเมืองไทยนับสิบล้าน เจ้ากุนซือคนที่แนะนำให้โกงทรัพย์สมบัติ ที่ผมควรจะได้เมื่อคุณพ่อของผมถึงแก่กรรมไปแล้ว อย่างไม่ละอายต่อบาปทำให้ทรัพย์มรดก ที่ควรอย่างยิ่งที่จะต้องตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผม ต้องถูกยื้อแย่งไปโดยการกระทำเยี่ยงฝูงสัตว์ ในอเวจีมหานรก

            และผมก็เฉยเสียไม่ต่อสู้ เพราะผมได้ฝันถึงหลวงปู่ทืมฯ มาทำภาพในอดีตชาติให้ผมได้เห็น ว่าผมกับคนกลุ่มนี้ได้สร้างเวรก่อกรรมทำเข็ญต่อกันมา นานแสนนาน ซึ่งผมรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่น่าเบื่อเสียนี่กระไร ที่จะต้องไปต่อสู้กับกลุ่มคนที่ไร้คุณภาพทางศีลธรรมอย่างนั้น และช่างไร้ค่าสำหรับผมเสียจริงๆ สิ่งที่ยืนยันและสร้างความเชื่อมั่นในจิตใจของผม ว่าที่หลวงปู่ทืมฯ มาเล่าในฝันของผมนั้น น่าคิดน่าพิศวงก็ตรงที่ว่าเจ้ากุนซือแก่ คนที่เป็นต้นคิดให้คนกลุ่มนั้นยื้อแย่งประโยชน์ไปจากผมอย่างหน้าด้านๆ ได้รับบทเรียน หรือการตักเตือนจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปอย่างเบาะๆ ก็คือ ตาแก่คนนี้รับอาสา อาราธนาศีล และพระปริตต์แทนผมในวันงานทำบุญ หลังจากที่ได้ลอยกระดูกคุณพ่อผมเสร็จสรรพไปแล้ว จึงจะต้องรับศีลจากพระสงฆ์ด้วย ปรากฏว่าพอพระท่านให้ศีลถึงข้ออทินนาทานา กับข้อมุสาวาทา ตะแกรับศีลสองข้อนี้ออกมาไม่ได้ อึกอักๆ อยู่อย่างนั้น จนหน้าเขียวหน้าเหลืองกว่าจะหลุดปากออกมาได้แต่ละคำ ทั้งๆ ที่พระสงฆ์ท่านก็บอกซ้ำตั้งหลายครั้ง แกก็พูดไม่ออก ตั้งท่าจะกระอักเลือดตายอยู่อย่างนั้น ในท่ามกลางสายตาของแขกที่เชิญมา และรู้จักกับแกเป็นร้อยคน พากันหันมาดูเหตุการณ์เป็นตาเดียวกัน ตะแกซึ่งก่อนหน้านี้รื่นเริงเสียไม่มี เมื่อได้เห็นผมเซ็นมอบทรัพย์สมบัติของผม ให้กับพวกของแกโกงแต่โดยดี กลับกลายเป็นเศร้าซึมเงียบขรึมไปจนผิดหูผิดตา ก้มหน้างุดๆ พูดน้อยลง และพูดไม่กล้ามองหน้าคน ทำเอาผมไม่กล้าคิดว่าถ้าแกตายจากโลกนี้ไป แกจะเกิดเป็นอะไร ถ้าเมื่อยังอยู่ในโลกแกก็ไม่กล้ามองหน้าคนแล้ว น่าสงสารจริงๆ พวกมนุสสเปโตพวกนี้ ที่ผมเล่ามาถึงตอนนี้จะเห็นว่าสิ่งที่ผมควรจะได้ผมกลับถูกยื้อแย่งไปแต่ผมได้วางเฉยเสีย นึกว่าใช้หนี้ไปและไม่พยาบาทตอบ แต่สิ่งที่ผมไม่น่าจะได้ผมก็กลับได้ เช่นอยู่ดีๆ คนที่เพิ่งจะรู้จักกันเพียง ๒-๓ ชั่วโมง จู่ๆ ก็พอใจเมตตาผมขึ้นมา ได้ควักเงินช่วยเหลือผมด้วยจำนวนเงินเป็นแสนๆ เพราะรู้ว่าผมรับราชการมา ๒๐ กว่าปีไม่มีบ้านของตนเอง อย่างนี้เป็นต้น และปัจจุบันผมก็มีบ้านอยู่เป็นสัดส่วนของตนเอง และสวยงามสะดวกสบาย ตามควรแก่อัตภาพของผม และดีกว่าของเก่า ที่ถูกยื้อแย่งเอาไปเสียอีก

            มาเข้าเรื่องลูกแก้วกันต่อดีไหมครับ เถลไถลออกไปไกลเดี๋ยวจะลืมเรื่องลืมประเด็นเดิม เมื่อครั้งที่ลูกแก้วยังอยู่กับผม ผมมักจะประสบความสารพัดนึกทุกอย่าง ผมสามารถสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้คน ที่ประสบเคราะห์กรรมเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุแห่งความบกพร่องของกายสังขาร หรือเพราะจากการกระทำทางไสยศาสตร์ วิธีช่วยก็อย่างง่ายๆ เพียงให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมนต์ที่ได้นำเอาลูกแก้วนี้แช่ไว้ กับน้ำธรรมดาเท่านั้นเอง คนที่ป่วยและไม่ถึงฆาตจริงๆ ส่วนใหญ่หายเป็นปกติในเวลาอันรวดเร็ว ผู้ที่ป่วยเรื้อรัง และ ด้วยโรคร้ายแรงก็ต้องมีกรรมวิธีเพิ่มขึ้นไปตามส่วน แล้วแต่ท่านเจ้าของจะสั่งการโดยตรงหรือผ่านมาทางใดทางหนึ่ง แม้ไม่อาจหายขาดก็ทุเลาเบาบางลง แต่ถ้าเป็นเรื่องคุณไสยอะไรทำนองนี้แล้ว ไม่เคยเกิน ๓ ครั้งก็หายสบายดี

            ครั้งหนึ่งเคยมีเพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ท่านหนึ่งของผม ที่กองบัญชาการทหารสูงสุดส่วนหน้าได้หัวเราะเยาะผม แล้วบอกว่า ผมเอาลูกแก้วโป่งข่ามที่ไม่สวยเอาเสียเลย มาห้อยใส่คอเอาไว้ทำไม ผมบอกว่าไม่ใช่โป่งข่าม ท่านก็เลยขอท้าให้เอามายีกับเพชรหัวแหวนที่ท่านกำลังสวมใส่อยู่ ผมเห็นว่าท่านดูถูกและอยากลอง ก็ยินยอมให้ทำเช่นนั้น พอนำของสองสิ่งมาถูยีกันก็เกิดเป็นขุยละเอียดสีขาวๆ คละเคล้ากันไปหมด ใจผมนั้นคิดว่าแย่แล้วเจ๊งเขาแน่ เพราะว่าแก้วไหนเลยจะไปแข็งกว่าเพชร ส่วนเจ้าของแหวนเพชรก็หัวเราะฮ่าๆ อย่างสะใจ แต่ครั้นพอลูบผงลูบฝุ่นออก ลูกแก้วนั้นกลับไม่เป็นอะไรเลย แต่เพชรหัวแหวนนั้นเหลี่ยมเพชรถูกบดมนไปหมด ที่เคยหัวเราะ ฮา ฮา ก็กลับกลายเป็นครางฮือ ฮือ เสียดายของ เคยสงสัยและพากันไปร้านค้าเพชร ให้ช่วยตรวจดู อาเฮียแกก็อุตส่าห์ตรวจสอบให้ แล้วก็ตอบมาอย่างง่ายๆ ว่า ไม่ทราบว่าเป็นหินอะไรไม่เคยเห็น จึงพากันเอาไปให้กรมทรัพยากรธรณีตรวจกันอีก เขาตอบมาว่าเป็นธาตุและสารประกอบที่ไม่มีในโลกนี้ สันนิษฐานว่าเป็นส่วนหนึ่งจากสะเก็ดดาว เลยก็ต้องอนุมานเชื่อเอาไว้ก่อนว่า น่าจะเป็นจริงตามที่หลวงปู่ชุ่มฯ ท่านเล่า ว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านฤาษีอาจารย์ของท่าน เสกน้ำปรอทจนแข็ง แล้วเสกปรอทที่แข็งนั้น จนกลายเป็นลูกแก้วที่ว่านี้จริง เชื่อหรือไม่ ไม่รู้นะ

            สำหรับลูกแก้ว องค์ที่หลวงปู่ชุ่มฯ ถวายให้กับหลวงพ่อของพวกเรานั้น ผมจำได้ว่าเป็นลูกแก้วตัวผู้ เพราะไม่มีรูกลางลูก ใหญ่กว่าที่ผมได้มาประมาณ ๓ เท่า ข้างในมีแก้วสีสรรอื่นๆ ปะปนอยู่ด้วย ดูเผินๆ ก็จะเหมือนกับแก้วโป่งข่าม แต่รับรองว่าไม่ใช่โป่งข่ามแน่นอน ลูกแก้วองค์ที่อยู่กับหลวงพ่อของเรานี้ หลวงพ่อฯ เคยเอาแช่น้ำใช้ทำน้ำมนต์ อยู่ในอ่างน้ำมนต์ที่บ้านสายลม ซึ่งวางเอาไว้อย่างเปิดเผย ไม่ยักกะกลัวหาย แม้จะเป็นที่หมายปองของบรรดาศิษย์จำนวนมากเป็นอย่างยิ่ง แต่เป็นเพราะว่าหลวงปู่ชุ่มฯ ท่านให้กับหลวงพ่อฯ เป็นการเฉพาะตัวอย่างหนึ่ง และเป็นเพราะว่าหลวงพ่อฯ ของเรา ท่านรักศิษย์เสมอกันอีกประการหนึ่ง ท่านจึงไม่สามารถที่จะมอบให้กับใครเพียงคนใดคนหนึ่งได้ ท่านจึงได้สร้างเลียนแบบ เป็นลูกแก้วที่มีรูปร่าง และสีสรรคล้ายคลึงกันกับองค์ที่ท่านมีอยู่ เพื่อแจกจ่ายให้กับบรรดาลูกศิษย์ที่อยากจะได้ เอาไว้บูชากันอย่างทั่วถึงไม่น้อยหน้ากัน โดยได้ทำแจกอยู่ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ต่อมาทราบเลาๆ ว่า พระท่านได้แนะนำหลวงพ่อ ให้ทำลูกแก้วที่ดีกว่าเดิมทั้งคุณภาพ และความงดงามจนปัจจุบันนี้ได้พัฒนามาเป็นแก้ว “มณีรัตนะ” ให้พวกเราได้ห้อยคอกันอยู่ทุกวันนี้

            เรื่องของลูกแก้วราหู ที่มีความเป็นมาและวิวัฒนาการเรื่อยมา จนกลายมาเป็นแก้วมณีรัตนะนี้ ผมได้เขียนเล่าเอาไว้มาก่อนหน้านี้

            คือก่อนที่จะนำมารวมเล่มเป็นหนังสือเล่มนี้ โดยเรื่องตอนลูกแก้วสารพัดนึกตอนต้นๆ ผมได้เขียนเสร็จเมื่อประมาณเดือนกันยายน ๒๕๓๓ และท่านที่จัดพิมพ์หนังสือที่ให้ชื่อว่า “ลูกศิษย์เขียน” (ลูกศิษย์บันทึก) ได้นำไปพิมพ์รวมกับข้อเขียนของลูกศิษย์ท่านอื่นๆ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดของหลวงพ่อฯ และต่อมาเมื่อหลวงพ่อฯ ได้อ่านต้นฉบับเรื่องนี้ของผม ท่านจึงได้ทราบว่าลูกแก้วนี้ หลวงปู่ชุ่มฯ มอบให้ผม และนึกได้ว่าลูกแก้วองค์ที่ผมเคยมีนั้น บัดนี้ท่านได้ย้ายนิวาสถานไปอยู่กับหลวงพ่อฯ แล้วอย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งนี้เมื่อแม่นิดฯ มาเล่าให้ผมฟังว่าลูกแก้วของผมไปอยู่กับหลวงพ่อฯ ผมก็ยังทำเฉยๆ ต่อมาเมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๔ หลวงพ่อฯ ไปเยี่ยมผมที่โรงพักบางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งขณะนั้นผมเป็นสารวัตรใหญ่อยู่ ท่านก็กรุณาไปแจ้งให้ผมทราบว่า ลูกแก้วองค์เล็กไปอยู่ที่ท่านแล้วด้วยตนเอง โดยได้มีหญิงวัยกลางคนที่คงจะไม่ใช่คน นำไปถวายท่าน ซึ่งเมื่อผมทราบอย่างนั้นก็รู้สึกดีใจเป็นอันมาก วันนั้นผมจำได้ว่าเมื่อท่านปู่ใหญ่รถบัสที่เป็นพาหนะ มาจอดที่โรงพัก ผมเข้าไปต้อนรับและไม่ทันที่หลวงพ่อฯ จะนั่ง ท่านก็พูดและสั่งผมในระหว่างที่เดินอยู่ ๓ ประการ คือ

            ๑. “ไอ้เป๋ฯ เอ็งเขียนหนังสือให้ข้าฯ ๑ เล่ม ข้าฯ จะพิมพ์ เอาเป็นเรื่องที่เอ็งเขียนล้วนๆ ทำขนาดนี้” ว่าแล้วท่านก็ส่งหนังสือขนาดพ๊อกเกตบุ๊คที่ท่าน พล.อ.ต.มนูญ ชมพูทีปเขียน ให้เป็นตัวอย่าง ๑ เล่ม

            ๒. “ลูกแก้วของเอ็งที่หายไป ตอนนี้อยู่ที่ข้าฯ มีผู้หญิงวัยกลางๆ คน นุ่งซิ่นเก่าๆ สีมอๆ สวมเสื้อแขนกระบอกปอนๆ เอามาถวายข้าฯ พูดกับข้าฯ ว่า “คุณๆ โยมเอาแก้วองค์น้องมาให้ เป็นองค์น้องเจ้าค่ะ รักษาเอาไว้ดีๆ มีอานุภาพไม่แพ้องค์พี่เก็บเอาไว้ให้ดี แล้วก็ลาไป ข้าฯ ก็ไม่รู้ว่าโยมเป็นใครและไม่ทันนึกว่าเป็นแก้วอะไร เห็นอมยิ้ม จนข้าฯ มาอ่านหนังสือที่เอ็งเขียนจึงได้รู้ว่าเป็นลูกแก้วของเอ็ง โยมคงไม่ใช่คน” นอกจากนั้น หลวงพ่อฯ ยังบอกผมว่า ทีแรกก็ไม่รู้ว่าเป็นแก้วอะไร แต่เมื่อรู้เรื่องแล้ว ท่านจึงสงสัยว่าผู้หญิงคนที่ว่านี้จะไม่ใช่คนเสียแล้ว

            ๓. สั่งให้เจ้าบังฯ นำเอาชานหมากจำนวน ๙ ก้อน ที่ท่านได้ทำพิธีบวงสรวงแล้วที่จันทบุรี ก่อนหน้าจะมาบางละมุงมอบให้ผม กำชับให้เก็บไว้ให้ดี เพราะอาจจะมีเหตุการณ์พิเศษเกิดขึ้นกับชานหมากชุดนี้ก็ได้

            เมื่อหลวงพ่อฯ กลับไปแล้ว ผมก็เริ่มต้นรวบรวมเรื่องที่เขียน จนกระทั่งวันที่เขียนถึงบรรทัดนี้ รวมเวลาได้ปีเศษ ก็ยังไม่เสร็จ แต่ใกล้แล้วละครับ และเมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๓๕ ผมได้ไปพบหลวงพ่อฯ เพื่อรายงานถึงความคืบหน้าของการรวมเรื่องหนังสือเล่มนี้ หลวงพ่อฯ จึงได้กรุณาเล่าเพิ่มเติมอีกว่า ผู้หญิงคนนั้นนำลูกแก้วมาถวายที่บ้านสายลมเมื่อประมาณ ๔ ปีมาแล้ว (พ.ศ. ๒๕๓๑) ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๔ หญิงคนนี้ก็กลับมาอีกนำพระพุทธรูปโลหะเก่าๆ เปื้อนฝุ่นมอมแมมมาถวายหลวงพ่อฯ ที่วัดท่าซุง ๑ องค์ ซึ่งเมื่อหลวงพ่อฯ ให้พระทำความสะอาดแล้ว ปรากฏว่าเป็นพระพุทธรูปทองคำแท้ ปางมารวิชัย สมัยเชียงแสนและเป็นเชียงแสนแท้แต่ยุคเก่า หน้าตาจึงไม่เหมือนกับชาวบ้านเขา คือมีพระพักตร์ยาวกว่าพระพุทธรูปสมัยเชียงแสนปกติที่เคยเห็น คราวนี้หลวงพ่อฯ อดรนทนไม่ได้ จึงได้ไปถามโยมท่านพ่อพระอินทร์ฯ ๆ ไม่ตอบเอง เลี่ยงให้ไปถามท่านโยมแม่ จึงได้ความว่าหญิงกลางคนที่นำลูกแก้ว และพระทองคำมาถวายนั้นคือ โยมแม่ของท่านนั่นเองที่แปลงมา เล่ามาถึงตอนนี้หลวงพ่อฯ ก็อดหัวเราะไม่ได้ บอกว่าใครจะไปจำได้ ก็โยมเล่นนุ่งห่มเสื้อผ้าเสียกะรุ่งกะริ่ง และเหตุที่นำมาถวาย ก็เพื่อจะช่วยอาการป่วยของหลวงพ่อฯ นั่นเอง เพราะเป็นระยะที่หลวงพ่อฯ ร่อแร่เอามากๆ ทำให้ผมยิ่งรู้สึกยินดีมากยิ่งขึ้น ที่ลูกแก้วของผมมีส่วนช่วย ให้อาการป่วยของหลวงพ่อฯ หาย และร่างกายสบายขึ้น เพราะในวันนั้นผมสังเกตว่าหลวงพ่อฯ สบายเป็นปกติ และดูแข็งแรงกว่าที่เคยเห็นอยู่เสมอๆ และไม่ต้องให้น้ำเกลือ

            สำหรับพระพุทธรูปนั้น โยมแม่ท่านเล่าว่าเป็นพระพุทธรูปที่พระเจ้าพรหมมหาราชทรงสร้าง โดยตั้งจิตปรารถนาเพื่อขอบังเกิดเป็นพรหม ก่อนหน้านั้นพระพุทธรูปองค์นี้บรรจุอยู่ในกรุโบราณ โยมแม่ไปนำมาจากกรุแล้วนำมาถวายทันที จึงได้เปื้อนฝุ่นเลอะเทอะอย่างนั้น และหลวงพ่อฯ ยังได้รำพึงออกมาว่า “เมื่อตายตอนเด็ก มีพระทองคำ ๑ องค์ แต่เมื่อตายตอนแก่มีพระทองคำ ๒ องค์” ผมได้กราบเรียนถามหลวงพ่อฯ เกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้อีก ว่าจะให้พิมพ์กี่เล่ม เพราะผมเกรงว่าถ้าพิมพ์มากแล้วจะจำหน่ายไม่ออก จึงเสนอความเห็นว่าควรจะพิมพ์สักสองพันเล่มก็พอ และผมจะออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด หลวงพ่อฯ มองลอดแว่นมาที่ผมอยู่ครู่หนึ่งบอกว่าสองพันเล่มคงจะไม่พอ เพราะหนังสือเล่มนี้ ต่อไปเมื่อหลวงพ่อฯ ตายไปแล้วจะมีคนต้องการมาก แบบนี้ก็ชื่นใจเป๋ฯ ไปละซีครับ หน้าบานเป็นกล้วยโดนรถบดถนนทับ กราบเรียนขออภัยไปอีกว่าโดยปกติแล้วไม่มีความถนัดในการเขียนเรื่อง และไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะต้องมาเขียนให้ เพราะลูกศิษย์ที่ทรงคุณวุฒิและมีความพร้อมมากกว่า ก็มีตั้งหลายท่าน จึงขาดการเตรียมการที่ดี

            นอกจากนั้นแม่นิดฯ ก็มาป่วยหนัก รูปภาพต่างๆ ที่ได้เคยขอให้ท่านเป็นผู้เก็บรวบรวมก็กระจัดกระจายไป ซึ่งถ้าสามารถหามาประกอบและพิมพ์อยู่ในหนังสือเล่มนี้ได้ ก็จะทำให้มีคุณค่ายิ่งขึ้น เช่นรูปหลวงพ่อฯ หลวงปู่ฯ ครูบาฯ ต่างๆ เสกสังฆาฏิให้ รูปหลวงปู่แหวน สุจิณโณ เสกพระเครื่อง โดยให้ผมทูลพระที่เสกให้ไว้บนศีรษะ ในขณะที่ท่านกำลังเสกอยู่ รูปที่หลวงปู่ครูบาวงษ์ฯ ให้กะเหรี่ยงนำเสลี่ยงมาหามผมเข้าวัดนาเลียง รูปที่ผมในขณะที่บวชเป็นพระภิกษุถ่ายคู่กับหลวงพ่อฯ ที่น้ำตกที่เมืองลับแล จ.อุตรดิตถ์ โดยต่างก็ถือไม้เท้าด้วยกันดูแล้วตลกดี เป็นต้น รูปดีๆ อย่างนี้ใช้เป็นพยานหลักฐานได้ดีกว่าข้อเขียนเป็นไหนๆ ใครยังพอหามาให้ก็จักเป็นกุศลอย่างยิ่ง เพราะเคยอัดแจกกันไปไม่ใช่น้อย สำหรับผมนั้นเดิมไม่มีบ้านช่องเป็นของตนเอง ขณะนี้แม้จะมีแล้วก็กำลังต่อเติมอยู่ สิ่งของก็นำไปฝากบ้านคนอื่นเขาเอาไว้สามบ้านแปดบ้าน หาไม่เจอไม่ทราบว่าอยู่ในกล่องไหนและอยู่ที่ไหนบ้าง ช่วยทีเถอะครับนึกว่าทำบุญ คราวนี้ไม่ทันคราวหน้าก็ยังดี ถ้าได้ก็สุดสวยเลยครับนับว่าสมบูรณ์ ตกลงหลวงพ่อฯ ให้พิมพ์หนังสือนี้เป็นปฐมฤกษ์หนึ่งหมื่นเล่ม ผมปวารณาออกสตางค์ค่าพิมพ์สองพันเล่ม ที่เหลือหลวงพ่อฯ ออก คงไม่สิ้นเปลืองเท่าไรเพราะผมทำเองเกือบทุกอย่าง แฮ่ะ แฮ่ะ”