ค้นหา เว็ปทั่วไทย ในเว็ปมงคลทิพย์ [ ]    โดย    google
 
เครื่องรางของขลัง

เขี้ยวเสือแกะ หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย สมุทรปราการ
 

           เขี้ยวเสืองาแกะของหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ยสมุทรปราการ คนรุ่นก่อนว่าเป็นเครื่องรางของขลัง ให้คุณวิเศษในด้าน มหาอำนาจ มหาอุด หรือ คงกระพันชาตรี ตีรันฟันแทงไม่เข้า โดยเอาเขี้ยวเสือมาแกะเป็นรูปเสือ เขี้ยวเสือที่มาจากวัดโดนตรงนั้นมีลักษณะเป็นเสือปากหุบ แต่ก็มีที่ชาวบ้านแกะเป็นรูปเสือปากอ้า แล้วนำไปให้ท่านปลุกเสก
          กรรมวิธีในการปลุกเสกนั้นมีบันทึกไว้ว่า ท่านปลุกเสกด้วยคาถาเสือโคร่ง ความนัยว่า พยัคฆา สุญญา สัพพติ อิติ หัม ฮึม ฮีม กล่าวสอดคล้องกันว่า ท่านต้องบริกรรมคาถา จนเสือกระโดดออกมาจากบาตรจึงจะถือว่าเป็นอันเสร็จพิธี อักขระที่หลวงพ่อปานจารใต้ฐานส่วนใหญ่เป็นยันต์กอหญ้า ยันต์ตัวอุ และยันต์ ฤ ฤา สำหรับยันต์กอหญ้า ก็คือยันต์เฑาะว์ขัดสมาธิ หากเป็ฯเขี้ยวเสือเล็ก ท่านก็จารในรูปแบบวนๆ สิ่งที่จะต้องศึกษาและพิจารณาว่า เขี้ยวเสือของหลวงพ่อปานนั้น เป็นของเก๊ของแท้ก็คือ ต้องรู้จักลักษณะความเก่าของเขี้ยวเสือ ซึ่งจะมีเอกลักษณ์สีเหลืองฉ่ำเป็นมัน สีน้ำตาลอ่อนเรื่อๆ หลวงพ่อปานชาตะประมาณปี พ.ศ.2368 – 2370 มรณภาพ พ.ศ.2453


 
 
แหวนพิรอด หลวงป่ทอง วัดราชโยธา กทม.
 
           
           เมื่อพูดถึงเรื่องเครื่องรางที่น่าสนใจแล้ว เรื่องที่เห็นจะละเลยไปเสียไม่ได้ เห็นจะได้แก่เครื่องรางของหลวงปู่ทอง วัดราชโยธา ที่ขึ้นชื่อที่สุดของท่านน่าจะเป็นแหวนพิรอด
            ในบรรดาแหวนพิรอดหลาย ๆ สำนักที่สร้างขึ้นทั้งในยุคเวลาเดียวกันหรือในยุคหลัง กล่าวได้ว่าแหลวนพิรอดของหลวงปู่ทองแห่งสำนักวัดราชโยธา จัดเป็นแหวนยอดนิยมในอันดับต้น ๆ เลยทีเดียว
           หลวงปู่ทอง นอกจากได้สร้างแหวนพิรอดขึ้นแล้ว ยังได้สร้างพิรอดสำหรับสวมต้นแขน อีกทั้งยังมีพิรอดมงคลไว้สวมหัวอีกด้วย โดยทั่วไปไม่ว่าจะเป็นแหวนพิรอด พิรอดสวมต้นแขนหรือพิรอดมงคลสวมหัว ผู้ที่ได้รับมาก็จะนำมาใช้หรือพกติดตัวทำให้ส่วนใหญ่เกิดชำรุดสูญหายไปเป็นจำนวนมาก ที่เหลืออยู่ในเวลานี้ก็คงจะเป็นส่วนน้อย แต่เป็นที่น่ายินดีว่าในปัจจุบันได้มีการอนุรักษ์เครื่องรางต่าง ๆ ทำให้มีการระวังเก็บรักษากันไว้เป็นอย่างดีกว่าแต่ก่อน
            แหวนพิรอด ถักจากผ้ายันต์หรือด้ายสายสิญจน์ที่ทำจากด้ายดิบ แล้วนำมาจุ่มรักปิดทองอีกครั้ง การพิจารณาแหวนพิรอดของหลวงปู่ทอง วัดราชโยธา เห็นจะต้องใช้พื้นฐานความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับรักอีกเช่นเคย รักของหลวงปู่ทอง จะเป็นรักแดง คือเป็นรักสีดำอมแดง ถ้าเป็นรักที่ดำสนิท โดยมากจะเป็นรักในยุคหลัง ๆ เสียมากกว่า รักดำอมแดงนี้บางครั้งมองด้วยตาเปล่าจะเห็นเป็นสีดำ แต่ถ้าได้เข้ากล้องแล้วจะเห็นลักษณะของการอมแดงอีกด้วย รักดำอมแดงนี้ต้องสังเกตที่ผิวของรักให้ดี ผิวของรักจะต้องมีลักษณะเนียน แน่นและเป็นมันเงาเมื่อถูกสัมผัส ความเนียนและแน่นจะต้องดูแล้วแน่นแบบมีความหนาของเนื้อรัก ไม่ใช่เนียนแค่เฉพาะผิวเท่านั้น
            สำหรับการสังเกตการปิดทอง เนื่องจากเครื่องรางของหลวงปู่ทองผ่านระยะเวลามาหลายสิบปีแล้ว ลักษณะทองที่ปิดทับจะต้องซึมปิดแน่นบนเนื้อรักจนเห็นรอยย่นหรือรอยขาดของทองที่ปิดทับอันเกิดจากรอยย่นของเนื้อรัก สีของทองที่ปิดเมื่อโดนรักกัดก็จะกลายเป็นสีอมน้ำตาลแดง ๆ
            การสังเกตต่อมาก็คือ เชือกที่ถักจะเห็นได้บริเวณที่รักติดบาง ๆ หรือรักหลุดหรือถลอก เชือกที่ถักโดยมากจะขึ้นขุย คล้ายขุยของการะดาษฟาง สำหรับบริเวณหัวแหวนด้านในที่ติดกับนิ้วที่สวม โดยมากจะไม่ถูกสัมผัส เพราะมีลักษณะเป็นหลุมเข้าไปไม่แบนเรียบ เวลาสวมบริเวณนี้จะไม่ถูกสัมผัสกับนิ้วมือ เมื่อส่องด้วยกล้องขยายจะไม่เห็นเป็นมันเงา จะเห็นได้แต่ความแห้งของรัก ต่อเมื่อได้ถูกสัมผัสโดยตั้งใจเท่านั้น เนื้อบริเวณนั้นจะเนียนและเป็นมันเงาขึ้นทันที
             ลักษณะการถักแหวนพิรอด ของสำนักวัดราชโยธาจะมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ให้ดูลักษณะการถักของแหวนและความเก่าของรักทองประกอบกันด้วย ถึงจะได้ข้อยุติว่าเป็นแหวนพิรอดของหลวงปู่ทองวัดราชโยธา
 
 
แหวนพิรอด หลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว จ.กาญจนบุรี
 

            หลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว อาจารย์ชื่อดังจากเมืองกาญน์ท่านได้สร้างวัตถุมงคล ทั้งพระเครื่องและเครื่องราง ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับความนิยมจากผู้ที่เลื่อมใส วัตถุมงคลเหล่านี้ได้กระจัดกระจายอยู่กับบุคคลต่างๆ ทั้งในท้องที่และต่างถิ่น จนอาจเป็นการยากที่จะรวบรวมได้ทั้งหมด
           พูดถึงพระเครื่องของหลวงปู่ยิ้มที่โด่งดังมากๆเห็นจะได้แก่พระปิดตาเนื้อผงที่ทุกคนคงรู้จักกันดี และยังมีพระปิดตาที่ทำด้วยเนื้อตะกั่วอีก ส่วนเครื่องรางก็มี เสือแกะจากไม้รัก ลูกอม ตะกรุด ผ้ายันต์ และแหวนพิรอด
ในบรรดาแหวนพิรอดจากหลายๆสำนัก แหวนพิรอดหลวงปู่ยิ้ม             นับเป็นหนึ่งในแหวนพิรอดยอดนิยมที่จัดอยู่ในอันดับต้นๆเช่นกัน เคยได้กล่าวไว้แล้วว่า เครื่องรางไม่มีรูปแบบที่ตายตัว แต่จะต้องมีเอกลักษณ์ที่สังเกตได้ ดังนั้นการที่จะได้ข้อยุติในเครื่องรางแต่ละชิ้น แต่ละสำนัก ล้วนแต่จำเป็นต้องใช้ประสบการณ์ที่มีอยู่ เคยต้องเห็นหรือสัมผัสมามาก บางครั้งจำเป็นต้องถาม เพราะความรู้ต่างๆที่ถ่ายทอดกันมาจากรุ่นต่อรุ่น อาจขาดตอนหายไปบ้าง
            แหวนพิรอดหลวงปู่ยิ้มถักจากผ้ายันต์ โดยการนำผ้ายันต์มาม้วนเป็นเส้นแล้วจุ่มหรือทาด้วยน้ำข้าว เพื่อให้ผ้ายันต์ที่ม้วนตัวเป็นเส้นอยู่ไม่ฟูขึ้นมา ทำให้แน่นขึ้นสะดวกในการถัก ก่อนถักจะมีการนำด้ายสายสินญ์มามัดทับผ้ายันต์ไว้ให้สวยงาม จึงเริ่มลงมือถักเป็นแหวนพิรอดขึ้นมา เสร็จแล้วนำไปลงรักน้ำเกลี้ยงอีกครั้ง เพื่อให้แหวนพิรอดมีความแข็งแรงขึ้น และเป็นการรักษาผิวของด้ายสายสินญ์และผ้ายันต์ไว้
            การพิจารณาแหวนพิรอดหลวงปู่ยิ้ม โดยทั่วไปไม่ว่าจะเป็นลักษณะการถัก สีสันของแหวน ตลอดจนรักน้ำเกลี้ยง จะแตกต่างไปจากแหวนของสำนักอื่นมาก โดยเฉพาะสีสันของแหวนจะออกไปทางน้ำตาลอมแดงเสียมากกว่าจะเป็นดำ ลักษณะของรักน้ำเกลี้ยงจะซึมเป็นเนื้อเดียวกันกับตัวแหวน ตามซอกอาจมีขุยให้สังเกตได้


 
 
ราหูอมจันทร์ หลวงพ่อน้อย นาวารัตน์ วัดศรีษะทอง จ.นครปฐม
 


            ถ้าเราจะกล่าวถึงพระเครื่องรางที่ให้คุณในด้านของโชคลาภ การพ้นจากเคราะห์ต่างๆ และเพื่อเสริมดวงชะตาก็คงจะต้องยกให้ กับพระราหูอมจันทร์ เนื้อกะลาตาเดียว แกะของหลวงพ่อน้อยวัดศรีษะทอง จ. นครปฐม ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์เชื้อสายลาวที่มีวิชาอาคมแก่กล้ามากองค์หนึ่ง ในยุคนั้นเลยก็ว่าได้หลวงพ่อน้อยท่านได้สร้างพระเครื่องและเครื่องรางของขลังไว้หลายชนิด แต่ที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากคือ "พระราหูอมจันทร์"และ "พระโคสุลาภ" หรือ วัวธนู แต่ในที่นี่กระผมจะขอกล่าวแต่เพียงพระราหูอมจันทร์ ซึ่งถูกจัดอันดับให้อยู่เป็นหนึ่งในชุดเบ็ญจเครื่องรางและในการยอมรับมาช้านานเสียก่อน พระราหูอมจันทร์ของวัดศรีษะทองมีลักษณะ และวิธีกากรสร้างสืบทอดกันมาจากหลวงพ่อไตร แต่ได้มีการสร้างมากที่สุดในสมัยหลวงพ่อน้อย เป็นการสร้างตามตำรับใบลานจารอักขระขอมลาว ที่นำมาจากประเทศลาวโดยตรง ความเป็นมาของราหูอมจันทร์ตามตำนานทางไสยศาสาตร์ได้กล่าวไว้ว่า "พระราหูนั้นเป็นยักษ์หน้าตาดุร้าย หน้ากลัว ผิวดำเป็นเงาวาวเหมือนนิล มีหางเป็นนาคราชและมีพญาครุฑเป็นพาหะนะรับใช้ประจำ สถิตย์พำนักอยู่ในอากาศแวดล้อมด้วยม่านสีดำ แต่เหตุที่ทำให้พระราหูมีองค์เพียงครึ่งเดียวนั้น เนื่องจากราหูต้องจักรของพระนารายณ์ตัดขาดเพราะว่าพระราหูแอบไปดื่มน้ำอมฤตในขณะที่พระราหูดื่มน้ำอมฤตอยู่นั้น พระอาทิตย์และพระจันทร์ได้มาเห็นเข้าก็เลยนำความเข้าไปฟ้องพระนารายณ์ พระนารายณ์ทรงกริ้วเป็นเหตุให้ขว้างจักรไปต้องกายพระราหูขาดครึ่ง แต่พระราหูไม่ตายเนื่องจากได้ดื่มน้ำอมฤตเข้าไปเลยเป็นนิรันดร์พระราหูจึงมีความแค้นเคืองต่อพระอาทิตย์และพระจันทร์ที่คอยเสนอหน้าไปฟ้องพระนารายณ์ จึงคอยเฝ้าจับพระอาทิตย์และพระจันทร์กินอยู่เสมอมา ถ้าเผลอเมื่อใดเป็นโดนอันหมายถึงสุริยคราสและจันทรคราสนั่นเอง
           เหตุของการสร้างพระราหูอมจันทร์นั้นมาจากความต้องการเป็นอมตะหรือเป็นนิรันดร์ของพระราหูที่ไม่รู้จักตายนั่นเอง
การสร้างพระราหูตามสูตรของตำรับลาวของโบราณจะใช้เพียง "กะลาตาเดียว" มาแกะเป็นรูปพระราหูอมจันทร์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ในสมัยของหลวงพ่อน้อยก็เช่นกัน
            หลักการพิจารณาพระราหูอมจันทร์ เนื้อกะลาตาเดียวของหลวงพ่อน้อย วัดศรีษะทอง
           1. การพิจารณาฝีมือของช่างแกะ โดยทั่วไปนั้นเราได้แบ่งออกเป็น 2 ฝีมือช่างคือ
              - แกะโดยช่างฝีมือภายในวัด
              - แกะโดยฝีมือของชาวบ้าน
            2. ลายมือในการจาร ข้อนี้จะต้องใช้ประสบการณ์และความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดจากครูบาอาจารย์เท่านั้น จึงจะสามารถพิจารณาจุดนี้ได้ โดยทั่วไป มักจะแบ่งลายมือในการจารออกเป็นดังนี้คือ
             - ลายมือของหลวงพ่อน้อยเอง
             - ลายมือของช่างลี
             - ลายมือของลูกศิษย์ตาปิ่น
             - ลายมือของพระอาจารย์สม (ผู้ช่วยสมภาร)
           3. ความเก่าและความเป็นธรรมชาติ ของเนื้อกะลา ถ้าเป็นกะลาที่ไม่ได้ผ่านการใช้มาเลย ต้องมีความแห้งและแลดุเก่า ส่วนกะลาที่ผ่านการใช้มาเนื้อจะแลดูเป็นขุย และยุ้ย
           4. สิ่งแวดล้อมพิเศษหรือ การมีลักษณะพิเศษของพระราหูอมจันทร์ คือโดยส่วนมากของคหบดีในจังหวัดนครปฐมนั้น เมื่อได้พระราหุอมจันทร์จากหลวงพ่อน้อยก็มักจะนำพระราหูนั้นไปเปลี่ยนเป็นกรอบทองคำ, นาค และ เงิน ถ้าพระราหูอมจันทร์อันใดถูกปิดด้านหลังที่หลวงพ่อน้อยท่านจะให้นำแผ่นทอง แผ่นเงิน และ แผ่นนาคมาให้ท่านจารอักขระแล้วนำไปติดด้านหลังในการเลื่อมแต่ละอัน
            ถ้าเราจะพิจารณาพระราหูอมจันทร์ เนื้อกะลาแกะของหลวงพ่อน้อย วัดศรีษะทองนั้นจะต้องใช้ความระมัดระวัง มากพอสมควรเพราะของแท้มีน้อย จึงควรที่จะสอบถามจากคนที่มีความรู้จริงเท่านั้น


 
 
 ตะกรุดโทน หลวงพ่อประสิทธิ์ วัดไทรน้อย จ. นนทบุรี
 

           
           "หลวงพ่อวัดไทรน้อย" หรือ พระครูนนทสิทธิการ (ประสิทธิ์) เจ้าอาวาสวัดไทรน้อย ม.๑ ต.ไทรน้อย อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี เป็นพระเกจิอาจารย์ยุคปี พ.ศ. 2500 ขึ้นมาที่มีชื่อเสียงทางด้านการสร้างตะกรุดเป็นพิเศษ ท่านมีความสนใจในเรื่องของวิชาอาคม และไสยศาสตร์มาตั้งแต่บวชใหม่ๆ ก่อนที่ท่านจะมาอยู่ที่วัดไทรน้อยท่านเคยจำพรรษาที่วัดสุทธาโภชน์ และได้ศึกษาคาถาอาคมต่างๆ จากสมุดข่อย จากนั้นได้สร้างตะกรุดขึ้นมา เนื่องจากสมัยนั้นต้องเดินทางไปอยู่ปริวาสกรรมกับพระอาจารย์ที่เขาช่องพราน จังหวัดราชบุรี สถานที่แห่งนี้สมัยนั้นเป็นถิ่นที่ทุรกันดาร และมีโจรผู้ร้ายเป็นจำนวนมาก ตรงนี้เองที่อาตมาคิดทำตะกรุดขึ้นมา เพื่อเอาไว้ใช้ป้องกันตัว จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการทำตะกรุดตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
            โดยหลังจากทำตะกรุดเสร็จแล้วท่านได้แบ่งให้พระเพื่อนไป ๑ ดอก ต่อมาพระเพื่อนรูปนี้ได้ลาสิกขาออกไป และได้กลายเป็นนักเลง เที่ยวขโมยของสารพัด ถูกชาวบ้านยิงบ้างถูกฟันบ้าง ก็ไม่เป็นอะไร เพื่อนจึงมั่นใจว่าที่แคล้วคลาดปลอดภัยมาได้นี้ต้องมาจากตะกรุดดอกนี้ ประสบการณ์นี้จึงเป็นที่กล่าวขวัญว่า ตะกรุดของท่านสามารถป้องกันภัยอันตรายได้ ทำให้ญาติโยมที่รู้ข่าวต่างเดินทางมาขอตะกรุด
            ตะกรุดของท่านมีหลายอย่าง อาทิ ตะกรุดโทนเดี่ยว ตะกรุดโทนคู่ ตะกรุดโทน ๒ ชั้นดอกเล็กและดอกใหญ่ ตะกรุดหนังเสือดอกเล็กและดอกใหญ่ ตะกรุดทองแดง ตะกรุดไม้ไผ่ตัน ตะกรุดทองแดง ลงรักปิดทองดอกยาวและดอกสั้น ทั้งหมดนี้ตะกรุดดอกเล็กหรือดอกใหญ่จะมีความแตกต่างกันที่ยันต์ และตะกรุดเหล่านี้หากเขียนอักขระเรียบร้อยแล้วม้วนได้เลยโดยไม่ต้องปลุกเสก
            ท่านจะมีลูกศิษย์มาช่วยในการทำตะกรุดให้บ้าง แต่ส่วนใหญ่การจารอักขระท่านจะทำเองทุกครั้ง และปลุกเสกคนเดียว โดยท่านกล่าวว่า การทำวัตถุมงคลในครั้งแรกได้ผล ครั้งต่อไปก็จะได้ผลเหมือนกัน แต่ถ้าครั้งแรกทำวัตถุมงคลออกมาไม่ดี ต่อให้เสก ๓ คืน ๓ วัน หรือให้ปลุกเสกเป็นไตรมาสก็ไม่ได้ผล จะได้ผลหรือไม่ได้ผลอยู่ที่ตัวบุคคล
            ตะกรุดที่นำมาลงให้ดูนี้เป็นตะกรุดโทนทำด้วยตะกั่วชั้นเดียว โดยตะกรุดของท่านจะมีเอกลักษณ์ที่ใช้เชือกไนล่อนถักเป็นลายแบบเดียวกันทั้งหมด


 
 

 รูปถ่ายสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดเทพศิรินทราวาส
 
        สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์  เจริญ ญาณวโร ท่านมีวิธีการไหว้พระที่แปลกแหวกแนวไม่เหมือนใครนั่นคือเวลากราบพระท่านจะกราบห้าครั้งและท่านก็ทรงสั่งสอนลูกศิษย์ของท่านให้ทำตามถ้าใครทำได้ครบหนึ่งปีโดยไม่ขาดเลยท่านก็จะมอบรูปถ่ายของท่านให้เป็นที่ระลึกแล้วทรงสั่งว่าทำต่อไปอย่าให้ขาดคะจะมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างแน่นอน รูปถ่ายนี้มีขนาดเล็กนำไปใส่กรอบห้อยคอได้มีหลายรูปแบบทั้งสี่เหลี่ยมกลม ฯลฯ ที่เป็นเช่นนี้เพราะท่านแจกมาตั้งแต่ประมาณปีพุทธศักราช 2460 ลงมาจนถึงปีพุทธศักราช 2492 ซึ่งเป็นปีที่ท่านมรณภาพ ดีงนั้นความเก่าแก่ของรูปจึงต่างกันไปแล้วแต่ว่าได้รับมาในปีใดด้านหน้าเป็นรูปท่านมีทั้งเต็มองค์และครึ่งองค์ หน้าตรงและหันข้าง ด้านหลังเป็นยันต์น้ำเต้ามีอัขระขอมอยู่หกตัวอ่านตั้งแต่ยอดลงมาได้ความว่า อะ อุ มะ พะ ฆะ อะ บางทีก็มีเพิ่มที่ใต้ยันต์น้ำเต้าแต่พบเห็นไม่มากนัก ถ้าเป็นรูปที่ท่านแจกรุ่มแรกๆท่านจะลงยันต์ด้วยมือของท่านเองแต่รุ่นหลังๆที่เห็นจะเป็นยันต์ปั๊ม และภายหลังท่านมรณภาพไปแล้วยังมีผู้สร้างไปให้เจ้าคุณนรฯปปลุกเสกอีกหลายครั้งแต่ความเก่าของรูปยังห่างไกลกัน พุทธคุณดีในด้านคุ้มครองป้องกันอันตรายและมีความเจริญรานเรืองสมกับที่ท่านกล่าวไว้ว่าการไหว้ห้าครั้งถ้าทำได้ตลอดจะมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างแน่นอน
 
 

 หนุมาน หลวงพ่อสุ่น วัดศาลากุล จ.นนทบุรีี
 

           หนุมานของหลวงพ่อสุ่นวัดศสลากุล จ.นนทบุรี นับว่าเป็นเครื่องรางของขลังอีกชนอดหนึ่งของเมืองไทยที่ได้รับความนิยมอย่างสูงพอๆ กันกับ เขี้ยวเสือของหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย และ เบี้ยแก้หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว ซึ่งในปัจจุบันนี้ราคาเช่าหาสูงเอามากๆ ทีเดียวชนิดที่เรียกว่าเมื่อได้ฟังคนเปิดราคาขายแล้วเป็นต้องสะดุ้งสุดตัวอ้าปากหวอตาค้างเพราะแพงเอาการที่เดียวครับ นั้นคงเป็นเพราะสาเหตุที่ของมีน้อยแต่ความต้องการของคนทั่วไปนั้นสูง อีกทั้งผู้ที่มีไว้ใช้ติดตัวก็มักจะประสพแต่สิ่งที่ดีอยู่ตลอดจึงมกให้ไม่อยากที่จะปล่อย สวยๆ ปัจจุบันมีเซียนรับซื้ออยู่ที่หลักแสนต้นๆ ขึ้นไป จนถึงหลักแสนกลางๆคิดเอาก็แล้วกันว่าถ้าหลุดจากมือเซียนแล้วมาอยู่ที่มือเราราคาจะเขยิบไปเท่าไหร่ แต่นั่นต้องหมายถึงแท้ชัวร์ร้อยเปอร์เซ็นต์นะครับ ของมั่วนิ่มไม่เอาเด็ดขาด

         หนุมานหลวงพ่อสุ่น มีการนำวัสดุที่มีคุณวิเศษหลายอย่างด้วยกันมาแกะเป็นรูปหนุมาน เช่น งาช้าง รากพุดซ้อนฯลฯ เป็นต้น แต่ที่นิยมและเล่นเป็นมาตรฐานส่วนมากสร้างมาจากรากพุดซ้อน ศิลปะของการแกะก็มีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ คือ หน้าโขน และ หน้ากระบี่ แบบหน้าโขนจะแกะแบบมีลวดลายวิจิตรสวยงามกว่าแบบหน้ากระบี่ คุณวิเศษของหนุมานหลวงพ่อสุ่นจะเด่นทางอาสารับใช้บุคคลหรือเจ้านายทั่วไป เหมกะสำหรับผู้ที่ต้องการความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือพนักงานเอกชนทั่วไป หากพกพาไปไหนจะเป็นที่ไว้วางใจแก่ผู้ใหญ่และเจ้านาย นอกจากนี้ก็ยังเด่นด้านของเมตตามหานิยมและคุ้มครองป้องกันภัยอันตรายต่างๆได้ดีอีกด้วย