ถ้าเราจะกล่าวถึงพระเครื่องรางที่ให้คุณในด้านของโชคลาภ การพ้นจากเคราะห์ต่างๆ และเพื่อเสริมดวงชะตาก็คงจะต้องยกให้ กับพระราหูอมจันทร์ เนื้อกะลาตาเดียว แกะของหลวงพ่อน้อยวัดศรีษะทอง จ. นครปฐม ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์เชื้อสายลาวที่มีวิชาอาคมแก่กล้ามากองค์หนึ่ง ในยุคนั้นเลยก็ว่าได้หลวงพ่อน้อยท่านได้สร้างพระเครื่องและเครื่องรางของขลังไว้หลายชนิด แต่ที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากคือ "พระราหูอมจันทร์"และ "พระโคสุลาภ" หรือ วัวธนู แต่ในที่นี่กระผมจะขอกล่าวแต่เพียงพระราหูอมจันทร์ ซึ่งถูกจัดอันดับให้อยู่เป็นหนึ่งในชุดเบ็ญจเครื่องรางและในการยอมรับมาช้านานเสียก่อน พระราหูอมจันทร์ของวัดศรีษะทองมีลักษณะ และวิธีกากรสร้างสืบทอดกันมาจากหลวงพ่อไตร แต่ได้มีการสร้างมากที่สุดในสมัยหลวงพ่อน้อย เป็นการสร้างตามตำรับใบลานจารอักขระขอมลาว ที่นำมาจากประเทศลาวโดยตรง ความเป็นมาของราหูอมจันทร์ตามตำนานทางไสยศาสาตร์ได้กล่าวไว้ว่า "พระราหูนั้นเป็นยักษ์หน้าตาดุร้าย หน้ากลัว ผิวดำเป็นเงาวาวเหมือนนิล มีหางเป็นนาคราชและมีพญาครุฑเป็นพาหะนะรับใช้ประจำ สถิตย์พำนักอยู่ในอากาศแวดล้อมด้วยม่านสีดำ แต่เหตุที่ทำให้พระราหูมีองค์เพียงครึ่งเดียวนั้น เนื่องจากราหูต้องจักรของพระนารายณ์ตัดขาดเพราะว่าพระราหูแอบไปดื่มน้ำอมฤตในขณะที่พระราหูดื่มน้ำอมฤตอยู่นั้น พระอาทิตย์และพระจันทร์ได้มาเห็นเข้าก็เลยนำความเข้าไปฟ้องพระนารายณ์ พระนารายณ์ทรงกริ้วเป็นเหตุให้ขว้างจักรไปต้องกายพระราหูขาดครึ่ง แต่พระราหูไม่ตายเนื่องจากได้ดื่มน้ำอมฤตเข้าไปเลยเป็นนิรันดร์พระราหูจึงมีความแค้นเคืองต่อพระอาทิตย์และพระจันทร์ที่คอยเสนอหน้าไปฟ้องพระนารายณ์ จึงคอยเฝ้าจับพระอาทิตย์และพระจันทร์กินอยู่เสมอมา ถ้าเผลอเมื่อใดเป็นโดนอันหมายถึงสุริยคราสและจันทรคราสนั่นเอง
เหตุของการสร้างพระราหูอมจันทร์นั้นมาจากความต้องการเป็นอมตะหรือเป็นนิรันดร์ของพระราหูที่ไม่รู้จักตายนั่นเอง
การสร้างพระราหูตามสูตรของตำรับลาวของโบราณจะใช้เพียง "กะลาตาเดียว" มาแกะเป็นรูปพระราหูอมจันทร์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ในสมัยของหลวงพ่อน้อยก็เช่นกัน
หลักการพิจารณาพระราหูอมจันทร์ เนื้อกะลาตาเดียวของหลวงพ่อน้อย วัดศรีษะทอง
1. การพิจารณาฝีมือของช่างแกะ โดยทั่วไปนั้นเราได้แบ่งออกเป็น 2 ฝีมือช่างคือ
- แกะโดยช่างฝีมือภายในวัด
- แกะโดยฝีมือของชาวบ้าน
2. ลายมือในการจาร ข้อนี้จะต้องใช้ประสบการณ์และความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดจากครูบาอาจารย์เท่านั้น จึงจะสามารถพิจารณาจุดนี้ได้ โดยทั่วไป มักจะแบ่งลายมือในการจารออกเป็นดังนี้คือ
- ลายมือของหลวงพ่อน้อยเอง
- ลายมือของช่างลี
- ลายมือของลูกศิษย์ตาปิ่น
- ลายมือของพระอาจารย์สม (ผู้ช่วยสมภาร)
3. ความเก่าและความเป็นธรรมชาติ ของเนื้อกะลา ถ้าเป็นกะลาที่ไม่ได้ผ่านการใช้มาเลย ต้องมีความแห้งและแลดุเก่า ส่วนกะลาที่ผ่านการใช้มาเนื้อจะแลดูเป็นขุย และยุ้ย
4. สิ่งแวดล้อมพิเศษหรือ การมีลักษณะพิเศษของพระราหูอมจันทร์ คือโดยส่วนมากของคหบดีในจังหวัดนครปฐมนั้น เมื่อได้พระราหุอมจันทร์จากหลวงพ่อน้อยก็มักจะนำพระราหูนั้นไปเปลี่ยนเป็นกรอบทองคำ, นาค และ เงิน ถ้าพระราหูอมจันทร์อันใดถูกปิดด้านหลังที่หลวงพ่อน้อยท่านจะให้นำแผ่นทอง แผ่นเงิน และ แผ่นนาคมาให้ท่านจารอักขระแล้วนำไปติดด้านหลังในการเลื่อมแต่ละอัน
ถ้าเราจะพิจารณาพระราหูอมจันทร์ เนื้อกะลาแกะของหลวงพ่อน้อย วัดศรีษะทองนั้นจะต้องใช้ความระมัดระวัง มากพอสมควรเพราะของแท้มีน้อย จึงควรที่จะสอบถามจากคนที่มีความรู้จริงเท่านั้น
|